Psycho Pass. OneShot.Fic [Kogami x Ginoza] ชื่อ...ของสัตว์ที่ไร้นาม : หมายเลขสามสิบเอ็ด



Psycho Pass. OneShot.Fic [Kogami x Ginoza]    ชื่อ...ของสัตว์ที่ไร้นาม : หมายเลขสามสิบเอ็ด

: Psycho Pass  Fanfiction
: Kogami Shinya x Ginoza Nobuchika
: Bitter Romance
: NC-17


คำเตือน : เนื้อเรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้านี้ไปนะคะ





มือใหญ่จับกระชับมือที่เย็นเฉียบแน่นราวกับกลัวว่าอีกคนจะหล่นหายไปตามทาง

เพราะมีอยู่หลายครั้งที่กิโนสะหยุดวิ่งเอาเสียดื้อๆ ใบหน้าเรียวซีดเซียวยังคงเหม่อลอยราวกับว่ายังไม่ค่อยรู้สึกตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่

แค่หันไปเห็นก็ปวดไปจนถึงขั้วหัวใจ....กลัว.....กลัวว่ากิโนะจะติดอยู่ในวังวนของความเศร้า....ติดอยู่กับภาพของลุงที่มาตายไปต่อหน้าต่อตา

มือแหวกต้นข้าวสูงท่วมหัวเพื่อพาตัววิ่งฝ่าไป ในใจตอนนี้ถึงจะห่วงกิโนะมากแค่ไหนมันก็มีแต่จะต้องหักห้ามใจ...ยังไงเสียก็ต้องพาตัวออกไปก่อน ต้องหนีไปให้ไกลจากที่นี่ก่อน....ก่อนที่คนของกรมความปลอดภัยจะตามมาทัน


ฮึ....น่าขำ...ทั้งๆที่เมื่อก่อนเขาก็เป็นคนไล่ต้อนอาชญากรพวกนั้นเองแท้ๆ...ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมามีสภาพเดียวกันแบบนี้


จู่ๆมือก็ถูกดึงรั้งโดยคนที่เขาจับเอาไว้  ร่างกายที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าจึงหันกลับไปหา

“ ..........พ่อ.......”      แล้วจึงเห็นว่าร่างโปร่งบางกำลังจะหันหลังวิ่งกลับไปทางเดิม หัวใจของเขาทั้งปวดหนึบกับภาพตรงหน้า ทั้งตกใจในสติที่เลื่อนลอยของกิโนะ

สองแขนตวัดลำตัวที่ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆเข้ามาไว้ในอ้อมแขนทันที...ให้อุณหภูมิจากแผ่นอกของเขาปะทะเข้ากับแผ่นหลังโปร่งบาง

โอบกอดกิโนสะจากทางด้านหลัง....

กอดให้แน่น....

ให้รอยร้าวมันค่อยๆสมานจนหายไป....

ให้ความอบอุ่นของเขาแทรกซึมเข้าไป....



ให้กิโนสะรู้....ว่ายังมีเขาอยู่...



“ กิโนะ.....”         เสียงทุ้มกระซิบเรียกอยู่ที่ใบหู รอบข้างที่มีเพียงเสียงยอดข้าวเสียดสีเพราะสายลม ทำให้เสียงของเขาเข้าไปดังก้องอยู่ในหัวของกิโนสะได้ไม่ยาก

“ กิโนะ....”         แรงจากอ้อมแขนพยายามยื้อยุดลำตัวบางที่พยายามจะวิ่งกลับไป

“ พ่อ.....พ่อน่ะ.....”        แขนขวาที่ยังขยับได้อยู่ของกิโนสะไขว่คว้าอากาศ  ไขว่คว้าภาพของอาคารโรงงานที่เห็นอยู่ไกลลิบ ไขว่คว้าอย่างคนที่พยายามจะกลับไป

“ กิโนะ!”        เขายิ่งกอดลำตัวบางแน่นขึ้น ทั้งเรียกด้วยเสียงดุดัน

“ กิโนะ.....”       และเรียกด้วยเสียงแผ่วเบา

“ กิโนะ.........”        จนคนที่ถูกกอดเอาไว้เริ่มจะนิ่งลง

“ พ่อ....พ่อรออยู่........”       ร่างโปร่งบางหยุดตะเกียกตะกายจะกลับไป แต่ถึงแม้จะยืนนิ่งอยู่ภายในอ้อมแขนของเขา ใบหน้าเรียวก็ยังคงเหม่อลอย

ริมฝีปากที่เอาแต่เรียกพ่อ ทำให้เขาน้ำตาแทบจะไหลลงมา....

เป็นคำที่ลุงอยากจะได้ยิน....เป็นคำที่กิโนะอยากจะเรียก....แต่ทว่า....ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่...คำคำนี้ก็ดูเหมือนจะถูกคำว่าทิฐิกลืนกินไป

“ กิโนะ...”        อ้อมแขนกระชับกอดให้แน่นขึ้น กลิ่นคาวเลือดลอยมากระทบจมูกแต่ดูเหมือนความเจ็บปวดจากร่างกายจะไม่ได้ทำให้กิโนสะรับรู้

ใบหน้าของเขาก้มลงไปซบอยู่ที่หัวไหล่บาง....คงจะปล่อยให้กิโนะอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้...ถึงจะรู้ว่าคำพูดที่จะพูดต่อไปมันโหดร้ายแค่ไหน...แต่เขาก็จะต้องทำ


“ กิโนะ....ลุงน่ะ...ตายแล้วนะ....พ่อของนายไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว...”        ใบหน้าเรียวนิ่งค้างไป นัยน์ตาที่เคยอยู่ภายใต้กรอบแว่นเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างนิ่งงัน


“ กิโนะ.....”      และเขาก็ยังคงพร่ำเรียกชื่อของอีกฝ่าย....เรียก....ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด



“ กิโนะ....”       กลับมาเถอะ....กลับมาหาฉัน......



“ คะ โค...งามิ?”       ใบหน้าเรียวเหมือนจะหลุดออกมาจากภวังค์ ถึงแม้ว่าเสียงที่เรียกชื่อของเขาจะแผ่วเบา....แต่มันก็ยังเป็นชื่อของเขา....

ใบหน้าเรียวที่เคยเหม่อลอยค่อยๆก้มลง ไหล่บางค่อยๆสั่นสะท้านขึ้นเรื่อยๆ เสียงสะอื้นดังขึ้นมาจากใบหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมแขน หยดน้ำตาร่วงกราวลงมาบนท่อนแขนของเขาที่กอดอีกฝ่ายเอาไว้ 

“ ฮึก.....”       ร่างโปร่งบางสั่นระริกจนดูน่าสงสาร มือขวาที่เหลืออยู่จิกลงมาที่ท่อนแขนของเขาและนั่นยิ่งทำให้เขากระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นไปอีก





กอด....

คงไม่มีคำปลอบโยนใดๆที่จะซึมทราบเข้าสู่หัวใจได้เร็วเท่ากับอ้อมกอดนี้อีกแล้ว

กอดเอาไว้....





กิโนสะยังคงร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง เพราะสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจ ความโศกเศร้าสะเทือนใจกับการสูญเสียคนที่รักไป...และเขาก็รู้ดีว่าร่างโปร่งบางเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด

คงอยากจะเรียกให้ได้ยินสักครั้ง......คำว่าพ่อ


“ เราต้องไปกันแล้วนะกิโนะ”       เมื่อร่างโปร่งในอ้อมแขนดูเหมือนจะสงบลงได้บ้าง เขาจึงกระซิบบอกอีกฝ่ายเบาๆ

กิโนสะพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา นัยน์ตาที่เคยเลื่อนลอยกลับมามีแววของชีวิตอีกครั้ง จากใบหน้าที่ไม่รู้สึกรู้สาจนราวกับเป็นตุ๊กตาที่กำลังจะพัง บัดนี้เริ่มกลับมาเป็นดังเช่นปกติ....และนั่นมันก็ทำให้พิษของบาดแผลที่แขนซ้ายกลับมาทันที

เขามองใบหน้าซีดที่เริ่มมีเหงื่อออกอย่างเป็นห่วง แขนที่ถูกทับจนแหลกเละยังคงมีเลือดไหลลงไปไม่หยุด....ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้....กิโนะอาจจะเสียเลือดมากจนตายไปก่อนที่จะหนีรอดก็เป็นได้

ใบหน้าคมสะบัดไปมองยังจุดหมายปลายทาง....จากตรงนี้เขาจำได้ว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงถนนที่เขาแหกโค้งจนรถมอเตอร์ไซค์นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น....ยังไงก็ต้องไปให้ถึงที่นั่นก่อน

มือเอื้อมไปจับมือที่เย็นเฉียบเอาไว้อีกครั้งก่อนจะก้าวขาออกเดิน ถึงในใจอยากจะรีบหนีให้ไวขนาดไหน แต่สภาพของกิโนะในเวลานี้ก็ไม่อาจจะทำแบบนั้นได้

ร่างโปร่งบางเริ่มจะเดินโงนเงนจนเขาต้องหันกลับไปประคองอยู่หลายครั้ง นัยน์ตาที่เคยเข้มงวดเริ่มจะหรี่ปรืออย่างคนที่พยายามแล้วที่จะรั้งสติเอาไว้

“ กิโนะ”       มือตบเบาๆลงไปที่ใบหน้าเรียวซึ่งบัดนี้มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตา ฝุ่นผง และเลือด ใบหน้าที่อ่อนแรงเงยขึ้นมามองเขาอีกครั้งก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดลงไปให้อ้อมแขนรับเอาไว้แทบไม่ทัน

“ กิโนะ!!”      ดูเหมือนเสียงเรียกจะไม่ดังเข้าไปในโสตประสาทของกิโนสะอีกแล้ว....ในใจของเขาจึงมีแต่ความร้อนรน

สองแขนยกร่างโปร่งบางขึ้นพาดบ่าก่อนที่ขาจะวิ่งฝ่าต้นข้าวสูงท่วมหัว ริมฝีปากได้แต่สบถด่าทุ่งนาที่กว้างใหญ่จนเกินไป...ตอนนี้ไม่ว่าอะไรเขาก็พาลใส่ไปหมด

เพราะเป็นห่วง...

เป็นห่วงคนที่สลบอยู่บนบ่าจนแทบจะเป็นบ้า!







ร่างโปร่งบางถูกวางลงอีกทีที่ข้างรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ล้มอยู่  มือหนึ่งพยายามตบเบาๆเรียกสติที่หายไปของกิโนสะให้กลับคืนมา ทว่า ร่างโปร่งก็ยังแน่นิ่ง

จำไม่ได้แล้วว่าริมฝีปากสบถด่าอะไรออกไปบ้าง แต่เพราะเป็นเรื่องของกิโนสะ มันเลยทำให้ความเยือกเย็นที่มีอยู่เสมอหายไปจนหมด

มือดึงเนคไทออกมาก่อนจะมัดมันเอาไว้ที่ต้นแขนบางเพื่อห้ามเลือด...ใบหน้าสะบัดไปมองรถที่ล้มอยู่ก่อนจะลุกไปจับมันตั้งขึ้น กุญแจรถถูกดึงออกมาไขไปที่ตัวถังใต้เบาะ ช่องสำหรับใส่ของเล็กๆน้อยๆถูกเปิดขึ้นมา มือจึงรีบคว้าไปที่กล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กที่เคยเตรียมเอาไว้ให้ตัวเอง

เนคไทของกิโนสะถูกดึงลงมาก่อนที่คอเสื้อเชิ้ตจะถูกเปิดไปจนเห็นไหล่ข้างซ้าย แผลน่ากลัวมองเห็นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเลือดที่ยังไหลซึมออกมา

เข็มฉีดยาถูกหยิบออกมาจากกล่องพยาบาล....ถ้าเป็นกล่องปกติคงจะไม่มียาแบบนี้แน่....มันเป็นยาของกลางที่ยึดมาจากคดีของ คาตาซาวะ โยโนะ เมื่อหกปีก่อน....เป็นยาที่เอาไว้ระงับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่โดนโดมิเนเตอร์เล่นงาน....เป็นยาที่กิโนสะแอบเอามาให้เขาตอนที่ขับเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ไปส่งที่คอนโดเมื่อตอนที่หนีออกมาใหม่ๆ

และตอนนี้เขาก็กำลังจะฉีดมันให้กับกิโนสะเอง

ยาในเข็มพุ่งออกมาเมื่อเขาบีบไล่อากาศ ปลายนิ้วไล่หาเส้นเลือดที่บริเวณหัวไหล่ซึ่งบัดนี้เริ่มจะขาวซีด

“ กิโนะ....”        กระซิบเรียกอย่างเป็นห่วงก่อนจะกดเข็มฉีดยาลงไป ยาค่อยๆไหลออกไปจากเข็มจนหมด

ขอให้ปลอดภัยที.....

เราจะต้องหนีไปด้วยกันนะกิโนะ....

เขานั่งลงที่ข้างๆร่างที่ยังสลบไสลแล้วดึงเอาลำตัวโปร่งบางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน มือยกขึ้นเกลี่ยใบหน้าขาวซีดที่มีเหงื่อผุดพราย  ดูเหมือนยาจะค่อยๆออกฤทธิ์ คิ้วเรียวถึงได้เริ่มกลับมาขมวดมุ่นเข้าหากัน

“ กิโนะ....”       และเขาก็ยังกระซิบเรียกอีกฝ่ายอยู่ที่ข้างๆหู


ใบหน้าเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มจะอ่อนแสงลง ในหัวกำลังคิดอย่างหนักว่าต่อไปจะทำยังไงดี....

การหนีมันไม่ใช่หนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ....

เขารู้....เขารู้ดี.....

แต่หากมันจะเป็นทางเดียวที่พวกเขาจะยังมีชีวิตรอด....เป็นทางเดียวที่จะได้อยู่ด้วยกัน....

ต่อให้อันตรายขนาดไหนก็พร้อมที่จะเสี่ยง....

ต่อให้เป็นหลุมที่มองไม่เห็นก้นยังไงก็พร้อมที่จะกระโดดลงไปด้วยกัน....


“ กิโนะ.....”










เสียงกระหึ่มของมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ดังไปตามถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนหรือรถสักคันที่จะวิ่งสวนมา แสงไฟจากหน้ารถส่องไปตามทางที่คดเคี้ยว สายลมปะทะใบหน้าช่วยพาให้ความเครียดความกดดันเบาบางลงไปได้บ้าง มือต้องละจากแฮนด์มาจับมือบางที่โอบอยู่รอบเอวของเขาเป็นระยะๆ เพราะกลัวว่าคนที่ซบอยู่ที่แผ่นหลังจะพลัดตกลงไปเพราะยังไม่ค่อยจะได้สติดี

กิโนสะลืมตาขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกมาจากที่นั่น

ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนมีค่าสัมประสิทธิ์อาชญากรรมเกินกว่าคนปกติอย่างแน่นอน...อีกทั้งยังเป็นอาชญากรที่กำลังหลบหนี....เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ง่ายเลยที่จะพากิโนสะไปหาหมอที่ไหน

แต่แขนแบบนั้นก็จะปล่อยเอาไว้ไม่ได้...มันไม่ใช่แผลเล็กๆที่จะหายไปเอง

ในหัวสมองกำลังนึกถึงเส้นทางที่จะมีกล้องตรวจจับค่าไซโครพาสอยู่น้อยที่สุด....ก็ยังดีที่พวกเขาเป็นตำรวจของกรมความปลอดภัย....เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเลี่ยงกล้องได้จึงค่อนข้างจะรู้ดี

ทิวทัศน์ของสองข้างทางเริ่มจะกลับมาคุ้นตาอีกครั้ง รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งแทรกไปตามรถยนต์ที่วิ่งกันเต็มถนน โชคดีที่มันเป็นเวลากลางคืน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นสภาพของกิโนสะ.....แต่ถึงจะเห็น....ไอ้มนุษย์ที่อยู่ในเมืองนี้มันจะรู้สึกรู้สาอะไรบ้างหรือเปล่า....เขาก็ตอบไม่ได้

ตอนที่เขายังเป็นผู้สังเกตการณ์ ทางกรมความปลอดภัยจะจัดหมอมาคอยตรวจร่างกายและค่าไซโครพาสให้เป็นประจำและถึงแม้ว่าเขาจะถูกลดขั้นลงไปแล้ว แต่กิโนะเองก็ยังตรวจกับหมอคนนั้นอยู่

และตอนนี้เสียงกระหึ่มของมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ก็หยุดลงตรงหน้าบ้านของหมอคนนั้น

ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว....

คงต้องวัดใจกัน....ว่าแปดปีที่คอยดูแลกิโนะมา...คุณหมอจะรักษาให้หรือจะจับพวกเขาส่งกรมความปลอดภัย


“ ครับ...”        เสียงตอบรับดังขึ้นเมื่อเขากดออดหน้าบ้าน ใบหน้าของเจ้าของบ้านปรากฏอยู่ในมอนิเตอร์ของอินเตอร์โฟนทันที

“ เธอ.........โคงามิซัง?”       ใบหน้าของคุณหมอฉายแววตกใจ เพราะคงรู้เรื่องที่เขาหนีออกไปจากกรมความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

“ มีคนเจ็บมาให้ช่วยหน่อยน่ะครับ”       และเมื่อเขาเอียงตัวให้ใบหน้าสลบไสลของคนที่ถูกแบกขึ้นหลังหันไปที่มอนิเตอร์ ใบหน้าของคุณหมอก็มีแววตกใจยิ่งกว่า

“ กิโนสะซัง?!!       หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ ต่อจากนี้ไปไม่รู้ว่าเลยว่าจะได้รับคำเชื้อเชิญหรือขับไล่ไสส่ง

“ เข้ามาก่อนสิครับ”       เลยเมื่อคำคำนั้นถูกเอ่ยออกมา ใบหน้าคมก็ถึงกับถอนหายใจ


ร่างโปร่งบางที่ยังไม่ได้สติถูกวางลงไปบนเตียงคนไข้ ใบหน้าเรียวดูจะซีดเซียวกว่าเดิมจนเขานึกเป็นห่วง....ยังไงยานั่นมันก็เป็นแค่ยาระงับความเจ็บปวด แต่ไม่ได้ช่วยห้ามเลือด

“ โดนมาหนักเลยนะครับเนี่ย”      ใบหน้าของคุณหมอเองก็เต็มไปด้วยความกังวล ในขณะที่มือก็เลื่อนเครื่องสแกนผ่านร่างโปร่งที่ยังนอนนิ่ง

“ หมอจะไม่ถามหน่อยหรอครับ ว่าพวกเราไปโดนอะไรมา”        นัยน์ตาของเขาได้แต่ทอดมองคุณหมอที่ยังสาละวนกับการตรวจแผลให้กิโนสะ....จะหาว่าเขาหวาดระแวงก็ได้ เพราะยังไงนั่นมันก็นิสัยของตำรวจ....ต้องถามให้แน่ใจ....เพื่อที่เขาจะได้คิดหาทางหนีที่ไล่เอาไว้ก่อน....ยังไงก็ไม่ยอมถูกส่งตัวไปกรมความปลอดภัยแน่

“ หมอมีหน้าที่รักษาคนไข้....ไม่ได้มีหน้าที่ไต่สวนนะโคงามิซัง”      แล้วใบหน้าใจดีนั่นก็หันมายิ้มให้ ทำให้ความกังวลในใจผ่อนคลายออกไป

“ ขอโทษนะครับ”       คุณหมอได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่ถือสา และตอนนั้นเองที่ใบหน้าเรียวของกิโนสะเริ่มขยับไปมา นัยน์ตาที่ปิดมาตลอดพยายามที่จะเปิดขึ้น

“ กิโนะ!”        เขาตรงเข้าไปหาก่อนจะลูบใบหน้าเรียวด้วยความดีใจที่อีกฝ่ายเริ่มจะมีสติ

“ ...........อือ.....”        เสียงครางเบาๆหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากสีซีด แค่เห็นว่ากิโนะลืมตาขึ้นมาเขาก็ดีใจจนห้ามตัวเองไม่อยู่ ใบหน้าขยับเอาหน้าผากแนบลงไปบนหน้าผากมน พยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมารดแก้มใสที่บัดนี้ยังคงมอมแมม

“ พวกคุณยังคบกันอยู่จริงๆสินะครับเนี่ย....ยังคิดอยู่ว่าที่กิโนสะซังบอกว่าไม่มีแฟนนี่ไม่น่าจะเป็นไปได้”       คุณหมอพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วบรรยากาศที่ดูจะสงบลงก็ต้องกลับมาเครียดขมึงอีกครั้ง เมื่อคุณหมอเอ่ยผลการวิเคราะห์ร่างกายของกิโนสะออกมา

“ จำเป็นต้องตัดแขนนะครับ....เพราะกระดูกแหลกไปหมด”         ใบหน้าของเขาชาวาบก่อนที่มันจะค่อยๆหันไปมองหน้าของกิโนะที่ดูจะตะลึงจนนิ่งค้างไป....ในใจของเขาปวดหนึบ...สงสารกิโนะจับใจ....นอกจากต้องเสียพ่อไปแล้ว นี่ยังจะแขนซ้ายอีก

มือใหญ่จึงได้แต่เอื้อมไปจับมือขวาที่ยังคงอยู่เอาไว้ก่อนจะบีบมันเบาๆ

“ มันก็มีอยู่นะครับ วิธีรักษาโดยไม่ต้องตัดแขน...แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี อีกทั้งยังต้องไปที่กรมสาธารณะสุข......”         หางเสียงของคุณหมอหายไปกับอากาศเพราะรู้ดีว่าพวกเขาหนีมา

“ ตัดเลยครับหมอ”       แล้วน้ำเสียงนิ่งของกิโนะก็ทำให้เขาถึงกับสะบัดหน้าไปมอง แต่นัยน์ตาที่แน่วแน่นั้นมันก็บ่งบอกเป็นอย่างดีว่านี่คือการตัดสินใจของตน

เขาได้แต่สบถอยู่ในใจ มือใหญ่ได้แต่บีบมือบางแน่น....ถ้าเขาฆ่าเจ้ามาคิชิมะนั่นได้ไวกว่านี้ กิโนะก็คงจะไม่ต้องสูญเสียทั้งแขนทั้งพ่อไป

“ โคงามิ....”        แรงบีบน้อยๆสวนกลับมาจากมือที่เย็นเฉียบ ใบหน้าอ่อนแรงมองมาที่เขาด้วยแววตาอ่อนโยนราวกับจะบอกว่าอย่าได้โทษตัวเอง...

“ ช่วยอยู่...ข้างๆฉันด้วย....”       หัวสีดำผงกรับคำทันที หัวใจทั้งอุ่นวาบและเจ็บปวดไปพร้อมๆกัน สองมือประคองมือบางขึ้นมาแนบไว้ที่แก้มก่อนจะกดจูบลงไป....แทนคำสาบาน...ว่าจะอยู่ข้างๆกันไปจนวันตาย....มิใช่แค่ตอนผ่าตัดเท่านั้น




ทั้งเตียง ทั้งเครื่องมือผ่าตัดถูกเตรียมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จะบอกว่าออกจะตามมีตามเกิดก็ว่าได้....เพราะที่นี่ก็เป็นแค่บ้านของหมอ ไม่ใช่สถานพยาบาล

“ โคงามิซัง คอยช่วยผมกดตัวกิโนสะซังเอาไว้นะครับ”        เพราะยาสลบชนิดแรงพอนั้นต้องขออนุญาตในการใช้ แต่การผ่าตัดครั้งนี้เรียกได้เลยว่ามันคือการผ่าตัดเถื่อน...เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ยาชา

“ คาบเอาไว้นะครับ ถ้าเจ็บก็กัดได้เลย”        ผ้าม้วนแน่นถูกใส่เข้าไปในปากของกิโนสะ ใบหน้าเรียวหลับตาลงก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

เขาได้แต่มองกิโนะอย่างรู้สึกทั้งสงสารทั้งกังวลว่าจะสู้พิษบาดแผลไม่ไหว ถึงแม้ว่าแต่ไหนแต่ไรมากิโนะจะได้แผลบ่อยๆแต่ก็ไม่เคยถึงขั้นต้องผ่าตัดแบบนี้เลย ร่างกายโปร่งบางนั้นไม่ได้ทนทรหดแบบเขาที่ผ่านมันมาหมดแล้วทั้งมีดทั้งกระสุน

คมมีดแวววาวอยูในมือของหมอ จนเขาเผลอเบี่ยงสายตาหลบ และเมื่อมันกดลงไปที่หัวไหล่บาง ร่างของกิโนสะก็กระตุกเฮือกขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าตัวกิโนะเองจะพยายามทน แต่ความเจ็บปวดมันก็มีมากเกินกว่าจะห้ามปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกายได้ ลำตัวโปร่งจึงขยับต้านไปมา

“ อื้อ!!!!”        นัยน์ตาที่เคยอยู่ภายใต้กรอบแว่นปิดลงแน่น เสียงอู้อี้ดังออกมาจากริมฝีปากที่กัดผ้าจนแทบขาด ลำตัวบางยังคงกระตุกพรางสะบัดไปมาเพราะปฏิกิริยาต่อต้าน

“ กิโนะ”        สองมือใหญ่กดไหล่และลำตัวบางเอาไว้กับเตียง  แรงที่สวนขึ้นมามีแต่จะต้องใช้ทั้งตัวช่วยกันกด  ริมฝีปากพร่ำเรียกชื่อของอีกฝ่ายแต่ใบหน้าเรียวทำได้แค่เพียงกรีดร้องอยู่ในลำคอ หยาดน้ำใสๆไหลลงมาจากหางตาที่ปิดสนิท คงจะทนต่อความเจ็บไม่ไหวจนห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาไม่ได้

เหงื่อเริ่มจะเกาะพราวไปทั่วใบหน้าเรียว เช่นเดียวกับเสียงอื้อๆ ที่ยังดังอยู่ตลอดทั้งการผ่าตัด เขาได้แต่เอาใจช่วยคุณหมอให้จัดการกับแขนของกิโนะให้ไวเท่าที่จะทำได้

ความเจ็บปวดทรมานที่กิโนสะได้รับจะได้จบลงไปเสียที



เข็มที่อยู่ที่ปลายคีมถูกวางลงในถาดสแตนเลส คุณหมอถอยออกไปถอนหายใจพร้อมกับหยิบผ้าซับเหงื่อบนใบหน้าตัวเอง

“ เดี๋ยวผมจะต่อแขนใหม่ให้เลย....อาจจะเป็นแขนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบนักเพราะจริงๆมันคือแขนเทียมที่ผมกำลังทดลองอยู่ แต่ตอนนี้คงหาได้เท่านี้”        เขาพยักหน้ารับเบาๆ แค่นี้ก็ไม่รู้จะขอบคุณคุณหมอยังไงแล้ว....นัยน์ตาเหลือบลงไปมองกิโนะที่หอบหายใจถี่ เหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้าถูกผ้าในมือของเขาเช็ดให้เบาๆ

ขั้นตอนในการเชื่อมเส้นประสาทนั้นละเอียดอ่อนและกินเวลานานพอดู....นานจนคนที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวถึงกับสลบไปเอง



จากท้องฟ้ายามราตรีค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้ม....เช้าวันใหม่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า....และพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่ากรมความปลอดภัยจะนึกถึงที่นี่ได้เมื่อไหร่

“ เรียบร้อยแล้วครับ”        คุณหมอที่มีใบหน้าอ่อนระโหยโรยแรงจากการผ่าตัดอันยาวนานเอ่ยออกมาเบาๆในขณะที่มือวางแขนเทียมลงข้างๆลำตัวของกิโนสะ

“ ขอบคุณมากครับหมอ....เดี๋ยวพอกิโนะฟื้นเราคงต้องออกไปกันเลย....บุญคุณในครั้งนี้เราจะหาทางชดใช้ให้แน่”        คุณหมอเพียงแค่ยกมือโบกน้อยๆ

“ ผมดูแลเค้ามาตั้งแปดปีแล้วนะครับ พยายามเป็นอย่างมากที่จะไม่ให้เขากลายเป็นแบบคุณ....แต่ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ไปแล้ว...อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ก็พอ...อยากจะบอกให้พักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อยอยู่หรอกนะครับ แต่ก็พอจะรู้ว่าพวกคุณต้องรีบ”

“ ถือว่าเป็นคำขอร้องจากผมนะครับโคงามิซัง....พาเขาหนีไปให้รอด...อย่างน้อยคนที่ผมดูแลมาก็จะได้ไม่ต้องไปจบชีวิตลงในสถานกักกัน”

นั่นคือคำพูดที่จะฝังอยู่ในใจของเขาเสมอ....

คุณหมอส่งเราสองคนด้วยรอยยิ้มและไม่ถามเลยสักคำถึงเรื่องที่เราหนีมา...

บางทีมันก็ทำให้เขาคิดว่า....ถึงแม้พวกเราจะถูกตัดขาดจากสังคม....แต่พวกเราก็ไม่ได้โดดเดี่ยว....

ยังมีใครอีกหลายคนที่ยังคงช่วยเหลือและเฝ้ามองดูพวกเราอยู่....ด้วยสายตา...ด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น....


เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ยังคงดังก้องไปทั่วถนนยามราตรีที่หวนกลับมาอีกครั้ง คนที่ซบหน้าอยู่กับแผ่นหลังเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาหลังจากตะวันลับขอบฟ้าไปอีกรอบ

สายลมที่ปะทะเข้ามาพัดเอาเส้นผมปลิวกระจาย แต่มันกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ยังคงวิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย....เช่นเดียวกับทางหนีของพวกเขาที่ยังดูมืดมน

ไม่รู้เลยว่าจะหนีรอดไปได้กี่วัน....

ไม่รู้เลยว่าจะรอดไปให้ได้อย่างที่ปากว่าจริงๆหรือเปล่า....

ถึงจะรู้ดีว่าไม่ควรปล่อยให้ความเหนื่อยล้ามาทำให้จิตใจท้อแท้....

แต่ในเมื่อทุกอย่างมันไม่ง่ายเลยที่จะผ่านไป....




แต่พอคิดแบบนั้นแล้ว....

ทุกครั้งที่ก้มลงไปมองสองมือที่กอดอยู่ที่เอว....

กำลังใจที่จะหนีให้รอดก็จะกลับมา....

อยากอยู่ด้วยกัน....

อยากอยู่กับกิโนะ....




“ อึก....”         ใบหน้าที่ซบอยู่ที่แผ่นหลังขยับเล็กน้อย เสียงครางเบาๆลอยมาให้ได้ยิน

“ เจ็บหรอกิโนะ?”        ใบหน้าเรียวทำได้แค่ซุกลงมากับแผ่นหลังของเขามากขึ้น....มันก็ต้องยังเจ็บมากอยู่แล้ว....แผลขนาดนี้ไม่ควรจะลุกออกมาจากเตียงด้วยซ้ำ

ในหัวเริ่มครุ่นคิดให้ดีอีกที....ว่าพวกเขาควรจะหยุดพักรักษาตัวกันก่อน....ควรจะหยุดซุกซ่อนร่างกายเอาไว้....เพื่อรอวันที่จะได้หนีออกไป

และเมื่อสายตาเหลือบลงไปเห็นแขนเทียมของกิโนะ...มันก็พลันทำให้นึกถึงลุงขึ้นมา....

ใช่แล้ว....ทำไมเขาถึงไม่คิดถึงมันกันนะ....ที่ซ่อนที่ยังคงต้อนรับพวกเขาอยู่เสมอ

ที่เซฟเฮ้าส์นั่น....








นัยน์ตาที่เคยอยู่ภายใต้กรอบแว่นกระพริบเปิดขึ้นมาช้าๆอย่างเลื่อนลอย ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าราวกับว่าไม่ใช่ของตัวเอง ลูกตาเหลือบมองไปรอบๆก็พบกับภาพที่คุ้นเคย...ชั้นสองของเซฟเฮ้าส์ที่โคงามิเคยไปลักพาตัวเขามาขังเอาไว้เมื่อตอนที่หมอนั่นหนีออกมาจากกรมความปลอดภัย

ร่างโปร่งพยายามที่จะลุกขึ้นนั่ง แต่ความปวดระบมที่ต้นแขนซ้ายก็ทำเอาน้ำตาแทบไหล และเมื่อมือขวาจับลงไปเพื่อช่วยพยุงร่างกายตัวเอง

สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยก็ทำเอาหัวใจปวดแปลบ

จากผิวเนื้อที่เคยอ่อนนิ่มกลายเป็นเหล็กกล้า ความอบอุ่นที่เคยแผ่ออกมาบัดนี้ก็มีแต่ความเย็นเฉียบ

ต่อให้เป็นคนใจแข็งขนาดไหน ก็ทำใจยอมรับเรื่องที่ต้องเสียแขนไปแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆหรอก...

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนจะก้มมองที่มือซ้ายด้วยแววตารวดร้าว...ข้อนิ้วมือที่ทำจากเหล็กกล้าต่อให้มีรูปทรงเหมือนนิ้วมนุษย์แค่ไหนมันก็ยังไม่ใช่...เมื่อก่อน....เขาเคยกลัวมือซ้ายที่เป็นแบบนี้มาตลอด...กลัว...ว่าผู้ชายคนนั้นจะใช้มือข้างนี้สัมผัสเขา....กลัว....ว่าเขาจะเผลอใจอ่อน...กับมือที่ไม่มีเส้นเลือดข้างนี้

แต่ตอนนี้.....ราวกับโชคชะตาเล่นตลก....ถึงผู้ชายคนนั้นจะสัมผัสเขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังมอบแขนข้างนี้ต่อมาให้เขา

และมันก็จะอยู่กับเขา....ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ

จะมองเห็นมันไปตลอดชีวิต....จะคอยย้ำเตือนให้เขารู้...ว่าผู้ชายคนนั้นรักเขามากขนาดไหน


นัยน์ตาที่เคยอยู่ภายใต้กรอบแว่นเหลือบมองไปรอบๆกายอีกครั้ง ทุกๆอย่างยังเป็นเหมือนเดิม...ไม่ว่าจะตู้หนังสือ ตู้โชว์ ขวดเหล้า ตุ๊กตาไม้หน้าตาประหลาดๆ หรือแม้แต่กรอบรูปอันนั้น....

ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนโงนเงน ก่อนจะขยับไปยืนอยู่ตรงหน้ากรอบรูป.....รูป.....ของเขากับพ่อ


แล้วจู่ๆ....น้ำตาก็ไหลลงมาโดยที่ไม่รู้ตัว....


“ กิโนะ?”        เสียงทุ้มของโคงามิเอ่ยเรียกมาจากหัวบันได นัยน์ตาสีดำเบิกกว้างเมื่อมองเห็นร่างของคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่หน้ากรอบรูป ไหล่บางสั่นสะท้านจนสองมือใหญ่ยื่นเข้าไปหาโดยไม่ต้องไตร่ตรอง สองแขนโอบประคองคนที่กำลังร้องไห้เข้ามาไว้ในอ้อมกอด

“ กิโนะ....”       ใบหน้าคมกระซิบเรียกเบาๆก่อนจะก้มลงไปกดจูบที่กลุ่มผมสีดำลื่น สองแขนกอดกระชับลำตัวบางให้แน่นขึ้น



จะไม่บอกว่าให้หยุดร้องไห้ แต่จะปล่อยให้ร้องจนกว่าจะพอใจ

จะไม่บอกให้เลิกคิดถึงลุง แต่จะปล่อยให้จดจำไปจนวันตาย

เขาจะเดินอยู่ข้างๆ คอยจับมือกิโนะเอาไว้แล้วข้ามผ่านมันไปด้วยกัน....





นัยน์ตาบวมช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง....แสงสว่างที่เคยลอดตามมู่ลี่เข้ามาได้หายไปหมดแล้ว เสียงคลื่นที่สาดซัดกระทบสะพานปลาของท่าเรือบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืน

ใบหน้าเรียวขยับเล็กน้อยและนั่นมันก็ทำให้ผืนผ้าที่วางอยู่บนหน้าผากหล่นลงไปที่พื้น  สายตาแลไปเห็นเสื้อสูทของโคงามิที่วางอยู่บนลำตัวของเขาต่างผ้าห่ม

อุ่น.....

มันช่างอบอุ่นไม่ต่างไปจากอ้อมแขนที่โอบกอดเขามาตลอดนั่นเลย....

โอบกอดเขาอยู่เสมอ....ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง...ไม่ว่าเขาจะเจอกับเรื่องอะไรมา....ที่ที่จะปลอบโยนเขาได้ดีกว่าที่ไหนๆ....ก็คือไหล่ของหมอนั่น

ร่างโปร่งลุกขึ้นนั่งช้าๆ ดูเหมือนอาการระบมที่ต้นแขนซ้ายจะพอทุเลาลงไปได้บ้าง หรืออย่างน้อยๆตอนนี้สภาพจิตใจของเขามันก็กำลังดีขึ้น

มาคิดอีกที....น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองเลย....ถ้าเป็นเขาเมื่อก่อนจะต้องหยุดยั้งตัวเองได้แน่....กับการที่จะทำอะไรให้ตัวเองต้องเสี่ยงต่อการถูกลดขั้นจากผู้สังเกตการณ์ไปเป็นหน่วยปฏิบัติการ

แต่ตอนนี้...เขาไม่เสียใจเลย...

ไม่เสียใจเลยที่ตัวเองเป็นคนลั่นไกใส่มาคิชิมะ โชโงะ

ไม่เสียใจเลยที่จะต้องกลายเป็นอาชญากร

ไม่เสียใจเลยที่จะต้องหลบๆซ่อนๆ

ไม่เสียใจเลยที่จะต้องหนีไปตลอดชีวิต

ไม่เสียใจเลยที่ชีวิตของการเป็นตำรวจจะต้องจบลง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค่าสัมประสิทธิ์อาชญากรรมที่สูงขึ้นจนเกินระดับที่จะเยียวยาได้แล้วทำให้ไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีแบบที่คนปกติเค้าเป็นกัน

หรือมันเป็นเพราะว่า....จะได้อยู่กับโคงามิ

“ หึ....ยังไงก็กลายเป็นลูกอกตัญญูไปซะแล้วสินะ....พ่อ”        ใบหน้าเรียวหันไปมองรูปที่อยู่ในกรอบ ตอนนี้เขามองมันได้แล้ว....คำพูดพร้อมรอยยิ้มน้อยๆส่งไปให้คนที่อยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล....กลายเป็นลูกอกตัญญู...เพราะพ่อของเขาเฝ้าดูแลและไม่เคยคิดจะให้เขาเดินตามเส้นทางของตัวเอง....แต่ตอนนี้เขากลับเดินตามทางนั้นด้วยความเต็มใจ

เสียงกอกแก่กดังขึ้นมาจากชั้นล่างทำให้ใบหน้าเรียวละจากความคิดของตัวเองแล้วหันไปมอง

โคงามิกำลังทำอะไรอยู่?


โครก.....


ท้องร้องขึ้นมาบ่งบอกว่าเขาควรจะหาอะไรใส่ลงไปบ้าง เพราะจำได้ว่าตั้งแต่เมื่อวันก่อนยังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ร่างโปร่งบางจึงลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะเดินโงนเงนไปที่บันได

“ กิโนะ?!”        โคงามิอุทานขึ้นมาอย่างตกใจที่เห็นเขาเดินลงบันไดมา

“ หิว...”        

“ โอเค...นั่งรอตรงนี้ก่อนเดี๋ยวฉันไปอุ่นอาหารให้...ว่าแต่แขนนายเป็นไงบ้าง”       เขาส่ายหน้าน้อยๆบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่เป็นไรแล้วก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะไม้ สายตากวาดมองข้าวของที่ระเกะระกะเต็มพื้นที่โกดัง

“ แกกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?”      อะไหล่รถยนต์วางเกลื่อนอยู่ที่พื้น

“ ทำให้เจ้านั่นใช้ได้”       ใบหน้าคมหันมาบอกก่อนจะชี้นิ้วโป้งไปที่รถยนต์โบราณสีแดงสด ร่างสูงใหญ่หันไปอุ่นอาหารแช่แข็งก่อนจะเอามันมาวางลงตรงหน้าเขา

“ นี่กิโนะ....นายคิดว่าเราควรจะทำยังไงต่อไปดี?”       โคงามินั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามก่อนจะถามออกมา....นี่ตั้งใจจะทดสอบค่าสัมประสิทธิ์อาชญากรรมของเขาล่ะสิ....เพราะถ้ามันยังเยียวยาได้อยู่....เขาก็จะต้องตอบออกไปว่า....เข้ามอบตัว


“ หนี...ออกนอกประเทศ....ก่อนที่ระบบตรวจจับจะใช้การได้...ซึ่งก็คือพรุ่งนี้ตอนสองทุ่ม”       และนั่นคือสิ่งที่เขาตอบออกไป...


“ เข้าใจแล้ว...กิโนะ”



สายตาของเราทั้งคู่สบประสานซึ่งกันและกัน


มันจะเป็นการหนีครั้งสุดท้าย....

หากไม่ตายหรือโดนจับได้ไปเสียก่อน.....



เราก็จะได้อยู่ด้วยกัน….





.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

To be Con.





อุฮิฮิฮิ  ก่อนจะพูดถึงฟิคตัวเองขอสครีมก่อน...

ง๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ไหวแล้วว้อยค่า....เรดิโอดราม่าตอนที่ 12 นี่มีเพื่อให้มันฟินนนนนไปเลยใช่ไหมค้า~~~~

คือมีคน(ชื่อพี่จอม)เล่าให้ฟังว่า เนื้อความมันประมาณว่า...คุณโคกับกิโนะเนี่ย รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน กรี๊ดดดดดด อยู่ด้วยกันมามากกว่าแปดปีอีกว้อยค่า~~~ คุณโคเข้าไปช่วยกิโนะที่กำลังโดนหาเรื่องเพราะว่ามีพ่อเป็นอาชญากร...จากนั้นทั้งสองคนก็มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จิ้นกระฉูดเค่อะ อย่างคุณโคเนี่ยก็น่าจะเพื่อนเยอะอยู่นะ แล้วทำม๊ายทำไมถึงได้ไปเกาะติดกิโนะ ซึ่งตอนนั้นน่าจะอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวอะไรงี้ โอ๊ยยยพล็อตการ์ตูนตาหวานลอยมาเลยค่ะ ที่แบบว่าพระเอกสุดฮ็อตไปปิ๊งนางเอกจอมมืดมนที่ไม่มีเพื่อนคบอะไรประมาณนี้....อยู่มาวันนึงคุณโคถามกิโนะว่า ในอนาคตกิโนะอยากจะเป็นอะไร จะถามไปทำไมเนี่ย?! จะตามสโตรกหรือไง คืออารมณ์มันเหมือนแฟนกันเลยอ่ะอยากจะรู้ว่าเธอจะเป็นอะไรชั้นจะได้เป็นมั่ง จะเรียนต่อที่ไหนชั้นจะได้ตามไปเรียนด้วยอะไรงี้ กิโนะเลยบอกคุณโคไปว่าอยากเป็นผู้สังเกตการณ์ คุณโคก็เลยจะเป็นด้วย อ๊ากกกกกกกกกกกก ผิดจากที่ตรูจิ้นซะที่หน๊ายยยย แล้วตกลงที่คุณโคมาเป็นตำรวจเนี่ยเพราะกิโนะงั้นหรอ? ตามกิโนะมางั้นหรอ? โฮกกกกกก  กิโนะก็ดูจะไม่เห็นด้วยที่จะมาเลือกอนาคตตามตัวเอง คุณโคเลยหยอกปนหยาม(?)กลับไปว่า “มีอะไรที่นายทำได้แล้วฉันทำไม่ได้ด้วยหรอกิโนะ” 5555 น่าร้ากกกกก

เหมือนคุณโคจะเป็นพวกนักเรียนดีเด่นอ่ะนะ เพราะงั้นอะไรก็ทำได้ อะไรก็เป็นได้ แล้วทำม๊าย ทำไมถึงได้มาตามกิโนะแบบนี้ มันช่างน่าคิด *q* แต่กิโนะวัยละอ่อนแม่งก็น่ารักโคตรอ่ะ ยิ่งซึนๆแบบนี้นะ แล้วคุณโคแม่งก็ดูเป็นพวกชอบแกล้งอ่ะ เจอคนน่าแกล้งอย่างกิโนะคงติดใจ อร๊ายยยยย เลยเกาะติดไม่ไปไหนเลยสินะคะ *q*

ตอนท้ายกิโนะยังว่าคุณโคด้วยว่า “อารมณ์ขันเป็นศูนย์...”     อ๊ากกกก กิโนะน่ารักอ่า~~~ >3<

โอยยยยย ในอนิเมะแม่งไม่มีไรให้จิ้นได้เลยก็จริง แต่เรดิโอดราม่านี่โคตรฟินเลยค่ะ อ๊ากกกกกกก นึกถึงที่คุณโคแกเคยบอกว่าที่มาเป็นนักสืบเนี่ยเพราะต้องการจะปกป้องใครสักคน....*q*....ขอตรูจิ้นต่อเองได้ไหมว่าใครสักคนน่ะมัน......ก็นะ...ทั้งๆที่ตามเค้ามาแท้ๆ แล้วอุดมการณ์นั่นมันมาตอนไหนค้า~~~ >/////<

โอยยยยย ทำเอาอยากแต่งฟิคชีวิตรักวัยเรียน(?)ขึ้นมาเบย...


อ่า...มาพูดถึงฟิคตัวเองบ้าง....คิดว่าตอนหน้าก็น่าจะจบแล้วแหละน้า สำหรับ ชื่อ...ของสัตว์ที่ไร้นาม [สัญญาที่เขียนบนน้ำ] นี่น่ะ ถึงแม้ว่าบางคนจะบอกว่ารีบๆจบไปซักที!!จะได้ไปต่อดาวตกได้แล้ว!!ก็ตาม กร๊ากกก เอาน่า....หนีกันอีกเฮือก...แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าเก๊าจะทิ้งโคยะน้อยเอาไว้โดดเดี่ยวเดียวดาย ยังไงซะเจ้านายเค้าก็ต้องไปรับเอาไปด้วยอ่ะแหละ (จะไม่รอดก็อีกตรงนี้แหละ!!)

แล้วเจอกันตอนหน้านะค้า >3<



2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ27 มีนาคม 2556 เวลา 22:04

    ฟิคสนุกมากเลยคุณ waketsu
    สครีม radio drama 12 ไปด้วย
    ฮว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ตอบลบ
  2. อั้ยยะ!! พี่กวางขาา ชอบอ๊ะ
    สงสารกิโนะ ถึงพ่อจะไม่อยู่แต่ก็มีแขนไว้ดูต่างหน้า
    แอบปลื้มคุณหมอ ถึงในเรื่องจะไม่มีบทบาทอะไรมาก นั่งหล่ออย่างเดียว
    แต่ในเรื่องนี้อ่านแล้วอยากเข้าไปลากหนีมาด้วยกันซะจริงเชียว
    จะได้ดูแลรักษาได้ตลอด 24 ชม. เป็นหมอประจำตัว (โน 3p นะ)
    คุณโคดูอบอุ่น มั่นคง อั้ยยย >_<
    ขอให้หนีออกไปได้พร้อมโคน้อยนะจ้ะ
    สู้ ๆ นะคะพี่กวาง ฮี่ๆ

    ตอบลบ