KHR Au S.Fic [8059] Light - House : Opening



แวะไปฟังเพลงแรงบันดาลใจกันได้ที่นี่....Music Inspiration : ประภาคาร


ส่วนอันนี้ สถานที่เกิดเหตุ...




 ภาพจาก หนังสือ หน้าต่างสู่โลกกว้าง Windows on the world  “ญี่ปุ่น”


KHR Au S.Fic [8059]   ประภาคาร : Opening

: KHR Fanfiction Au
: 8059
: Warmhearted Romantic
: NC-17


คำเตือน : เนื้อเรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้านี้ไปนะคะ





เจ็บ....

ไม่รู้ว่าเสียงปืนหรือเสียงฟ้ากันแน่ที่ดังลั่นสนั่นแก้วหู....

รู้แต่ว่าเลือดที่เปื้อนเสื้อสีขาวกำลังแผ่วงกว้างออกไปเรื่อยๆ...

แผ่ออกไปจนสุดลูกหูลูกตาเหมือนท้องทะเลดำมืดที่อยู่ตรงหน้า...

เลือดของใคร....และเขากำลังจะไปที่ไหน....

ที่เลอะมืออยู่นี้...ที่เปรอะเปื้อนไปเต็มพื้นห้อง....เลือดของใครกัน...

ไม่รู้.....ไม่รู้เลย.....

ได้แต่ปล่อยหัวใจให้ว่างเปล่า แล้วจมหายไปกับท้องทะเล....

ดีแล้ว....เพราะคนอย่างฉัน.....มันไม่ควรจะเกิดมา










โฮ่ง! โฮ่ง!

สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นสีน้ำตาลตัวใหญ่กำลังกระโดดอย่างเริงร่าก่อนจะวิ่งวนไปวนมาอยู่รอบๆห้องครัวที่บัดนี้กำลังมีกลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยเต็มห้อง

“ เดี๋ยวสิจิโร่  มันยังไม่เสร็จเลยนะ กินตอนนี้จะท้องเสียเอาน่า”       ใบหน้าคมของเด็กหนุ่มแรกรุ่นยิ้มแย้มให้เจ้าหมาที่ยังคงกระโดดไปมา มือที่จับช้อนคนอยู่ในหม้อละออกมาลูบหัวนุ่มนิ่ม

“ ฮะ ฮะ ฮะ”      ลิ้นยาวแล่บเลียใบหน้าหล่อเหลาให้เจ้าของหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ความสดใสของสองชีวิตนั้นไม่ได้แพ้แสงแดดเป็นประกายที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาเลยแม้แต่น้อย

“ เอ้า!”      เด็กหนุ่มวางชามข้าวให้เจ้าหมาตัวโต ก่อนจะถือจานของตนมาวางลงที่โต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง

ครืด....

ขาเก้าอี้ลากไปกับพื้น ก่อนที่ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มจะนั่งลงไป มือใหญ่ยกขึ้นมาเท้าคางก่อนจะมองเจ้าหมาที่กำลังกินอาหารด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย รอยยิ้มน้อยๆเผยขึ้นบนใบหน้าคม นัยน์ตาสีเปลือกไม้อ่อนโยนมองสุนัขของตนอย่างเอ็นดูก่อนจะละสายตาออกไปมองที่นอกหน้าต่าง

วันนี้ท้องทะเลก็ยังคงสดใสเหมือนเดิมเลยนะ

นัยน์ตาสีเปลือกไม้ปิดลงก่อนจะเงี่ยหูฟังเสียงคลื่นที่ซัดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เสียงนกนางนวลดังแว่วอยู่ไม่ไกล กลิ่นของทะเลและไอแดดก็สัมผัสได้รอบๆตัว....มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เขาเกิด ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปเลยตลอดสิบเจ็ดปี....สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีเพียงแค่คนในครอบครัวที่เคยอยู่ด้วยกันมา กลับล้มหายตายจากจนกระทั่งเหลือเขาอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว

ที่ที่ไม่มีใครคิดว่าเด็กหนุ่มอย่างเขาจะทนอยู่ตามลำพังได้ ที่ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากบ้านหลังน้อย หอคอย โขดหิน และท้องทะเล....

ที่นี่คือ ประภาคาร....

คือสถานที่ที่คอยเปิดไฟส่องทางให้กับเรือที่ลอยคว้างอยู่กลางทะเล

ถึงแม้ใครๆจะไม่เห็นความสำคัญ แต่เขาก็ภูมิใจในหน้าที่ที่สืบทอดกันมาของครอบครัวและไม่คิดว่าจะละทิ้งมันไป

เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะอยู่ที่นี่ อยู่ดูแลประภาคารแห่งนี้ไปจนชั่วชีวิตของเขา

“ โฮ่ง!”        เสียงเจ้าเพื่อนยากทำให้ร่างสูงหลุดออกมาจากภวังค์ สองมือยกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะลงมือทานอาหารเช้าของตน

ถึงจะอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไร แต่เขาก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันมากมายเป็นภูเขาเลากา และตอนนี้ร่างสูงก็มายืนอยู่ที่ชั้นบนสุดของหอคอย

“ เอาละ...เช็คน้ำมันตะเกียง...แล้วก็ขัดพื้น...”      นิ้วยาวกำลังไล่นับสิ่งที่ต้องทำ

“ ดูสิจิโร่....วันนี้มีเรือสินค้าล่องมามากมายเลยละ”       ใบหน้าคมยื่นออกไปที่นอกระเบียง มือยกขึ้นป้องดวงตาเพื่อมองเรือหลายลำที่กำลังเลื่อนอย่างเชื่องช้า ความห่างไกลทำให้มองเห็นเรือลำใหญ่เป็นเพียงแค่จุดเล็กๆกระจายอยู่ในท้องทะเล

“ เล็กจังเลยน้า...เห็นแบบนี้แล้วยิ่งคิดว่า ทะเลเนี่ยใหญ่จัง”        มือลูบหัวนิ่มที่ยื่นเข้ามาเกยอยู่ที่ตัก สายตาได้แต่เหม่อมองไปยังท้องทะเลที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กว้าง...จนเผลอคิดว่า

“ คงจะไม่มีใครลอยตามน้ำมาอยู่กับฉันที่นี่แน่ๆเลย....”      เขาไม่ได้อยู่คนเดียวมาตั้งแต่เกิด เพราะงั้นมันก็มีเหมือนกันที่จะเหงา

“ หว๋า....มัวแต่เผลอมองเรือพวกนั้น ไปทำงานกันเถอะจิโร่!”      ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้องทรงกระบอกแล้วจัดการทำตามสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้

“ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาสายเลยแหะ...”        เด็กหนุ่มวิ่งหน้าตาเริงร่าลงมาตามบันไดวนที่หมุนเกาะไปกับผนังหินของหอคอย มือหนึ่งถือไม้ถูพื้น มือหนึ่งถือกระป๋องน้ำที่น้ำหายไปกว่าครึ่ง

“ โฮ่งๆๆๆ”      เจ้าหมาตัวโตเห่าไปพรางกระโดดไปพรางด้วยท่าทางดีใจอยู่ใกล้ๆประตูของหอคอย ร่างสูงเพิ่งจะวิ่งลงมาถึงและยังไม่ทันจะได้วางอุปกรณ์ทำความสะอาดดี

“ ฮะ ฮะ ฮะ...นี่เป็นช่วงเวลาที่แกชอบนี่นา...เอาละน้า....”       ใบหน้าคมหัวเราะร่วน ก่อนจะทำหน้าตาจริงจังพรางถอดเสื้อยืดที่สวมใส่ออกจนเหลือแต่กางเกงยีนส์เก่าขาดที่พับขาขึ้นมาจนถึงหัวเข่า

“ ไปกันจิโร่!”      แล้วขายาวก็วิ่งออกจากประตูสู่แสงแดดสว่างจ้า

เด็กหนุ่มวิ่งตัดผ่านสวนดอกไม้เล็กๆซึ่งปลูกอยู่ในพื้นดินที่มีเพียงเล็กน้อยของเกาะแก่งแห่งนี้ก่อนจะอ้าขากระโดดลงไปยังโขดหินสีดำสูงต่ำมากมายที่ลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ

ซ่า....ซ่า.......

เสียงคลื่นซัดสาดดังแว่วเข้ามา พื้นที่แถบนี้ต่อให้หลับตาเขาก็โดดลงไปได้โดยไม่ตกทะเลแน่นอน ขายาวโดดจากโขดหินอันหนึ่งไปยังอีกอันอย่างชำนาญ จากจุดที่อยู่สูงสุดกำลังจมดิ่งลงไปใกล้ทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าคมที่ยิ้มง่ายอยู่แล้วยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อได้กลิ่นทะเล

ตูม!!!!

น้ำใสแตกกระจายกลายเป็นวงกว้างเมื่อร่างสูงทิ้งตัวลงไปให้ร่างกายจมดิ่งจนมองเห็นพื้นน้ำเป็นประกายอยู่เหนือหัวลิบๆ จนเมื่อแรงน้ำเริ่มต้านกลับ ร่างที่ปล่อยตัวนิ่งจึงถีบตัวก่อนจะแหวกว่ายไปมาด้วยท่าทางร่าเริง เส้นผมสีดำสั้นลู่ไปกับสายน้ำ แขนยาวแหวกว่ายเข้าไปใกล้ฝูงปลาที่ดูท่าว่าจะคุ้นเคยก่อนจะม้วนตัวหยอกล้อกับเจ้าปลาสีเหลืองตัวน้อย การได้ใช้ชีวิตอยู่กับท้องทะเลที่สะอาดและบริสุทธิ์แบบนี้มันทำให้เขารู้สึกดี และยิ่งได้แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางฝูงปลามากมายมันก็ช่วยคลายความเหงาที่จับอยู่ที่หัวใจของเขา

สองขาตีไปมาก่อนจะพุ่งตัวขึ้นสู่พื้นน้ำ เมื่อเริ่มหมดอากาศจะหายใจ เสียงน้ำแตกกระจายจากคลื่นที่ถาโถมซัดโขดหินมีให้ได้ยินทันที หัวสีดำสะบัดไปมาเมื่อโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำในที่สุด

“ โฮ่งๆ”       เจ้าจิโร่เห่ารับพร้อมกระดิกหางให้อยู่บนโขดหิน

“ ฮะ ฮะ ฮะ”       เด็กหนุ่มหัวเราะให้พร้อมรอยยิ้มกว้าง นัยน์ตาสีเปลือกไม้ทอดมองไปรอบๆกายที่มีเพียงสีฟ้าเข้มระยิบระยับตัดกับสีฟ้าอ่อนของท้องนภา

เขารักที่นี่...และจะอยู่ที่นี่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม....

ร่างสูงลอยตัวเหยียดตรงปล่อยให้คลื่นซัดร่างกายไปเรื่อยๆ เหม่อมองท้องฟ้าใสกับหมู่นกนางนวลสีขาวที่โผบินวนไปวนมา จากพื้นน้ำไปจนถึงยอดผาซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารนั่นสูงไม่รู้กี่สิบเมตร แต่เป็นเพราะเขาปีนขึ้นปีนลงอยู่ทุกวัน จึงไม่ได้รู้สึกว่ามันไกลกันเท่าไหร่นัก ร่างยาวลอยอยู่กลางน้ำใสได้สักพัก ใบหน้าคมก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

อ้า....ไปขัดเรือเสียหน่อยดีกว่ามั้ง....

มือเอื้อมไปจับยึดโขดหินเอาไว้ก่อนจะเทคตัวขึ้นไป เจ้าหมาตัวใหญ่แล่บลิ้นเลียหน้าตาให้อย่างระริกระรี้

“ ฮ่าๆ พอแล้วน่าจิโร่...ไม่เค็มบ้างรึไง?”      นัยน์ตาสีเปลือกไม้ปิดลงข้างหนึ่งก่อนจะกอดคอเจ้าหมาอย่างหมั่นเขี้ยว

“ ไปขัดเรือกัน”        เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายเปียกโชก และเพราะว่าอยู่กับท้องทะเลมาตลอด ผิวจึงมีสีแทนรับกับกล้ามเนื้อสมส่วน สองเท้าเปลือยเปล่าเดินไปตามโขดหินอย่างชำนาญไปยังเพิงไม้ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กที่หลบอยู่ในอ่าวที่แฝงตัวอยู่ในซอกของหุบผาชัน

ถึงจะบอกว่าอาศัยอยู่คนเดียวท่ามกลางท้องทะเล แต่ว่าที่นี่ก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์และมีพื้นที่มากถึงขนาดปลูกข้าวได้ เพราะงั้นก็มีบ้างที่เด็กหนุ่มจะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อกักตุนเสบียงอาหารเอามาไว้กินที่นี่....ด้วยเรือลำนี้

“ หื่อ.....โฮ่งๆๆๆ”     แต่ยังไม่ทันที่เท้าของร่างสูงจะเหยียบขึ้นไปบนเรือ เจ้าหมาเพื่อนยากก็เห่าด้วยเสียงที่ไม่ปกติจนใบหน้าคมถึงกับชะงัก

“ จิโร่?”     

“ โฮ่งๆๆๆ”    และมันยิ่งเห่าหนักกว่าเดิมราวกับว่ากำลังพยายามเรียกร่างสูงให้เข้าไปดู

“ รู้แล้วน่า....ไปเจออะไรเข้าล่ะ? ปลาโลมา? หรือว่านางเงือก?”      ร่างสูงโหนตัวไปตามเสาเรือก่อนจะเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี มันจะไปมีได้ยังไงล่ะนางเงือก...เขาอยู่กับทะเลมาสิบเจ็ดปียังไม่เคยได้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว

“ โฮ่ง!”      เจ้าหมาตัวใหญ่ยืนเห่าอยู่ที่ท้ายเรือ

และเมื่อร่างสูงชะโงกหน้าออกไปมอง สองตาก็ต้องเบิกกว้าง....

นางเงือก....มีจริงๆด้วยแหะ....

“ เฮ้! เป็นอะไรมากหรือเปล่า? หว๋า...ตายรึยังเนี่ย?”      มือใหญ่จับไหล่ของคนที่เกยหน้าอยู่ที่พื้นทรายก่อนจะพลิกกายบอบบางให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใบหน้าที่เห็นเพียงครั้งแรกก็สะกดสายตานั้นจัดได้ว่างดงามมาก

งดงาม...เหมือนนางเงือกในนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟัง....เพียงแต่นางเงือกตัวนี้...

มีแต่บาดแผลเต็มไปหมด

มือใหญ่ลูบใบหน้าที่ซีดเซียว รอยเลือดยังคงชัดเจนอยู่ที่หน้าท้อง แค่ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้านั้นอาการน่าเป็นห่วงมาก

“ ทนหน่อยนะ...”     ใบหน้าคมเงยหน้าขึ้นไปมองบนยอดผา

“ ยังไงก็คงต้องพาขึ้นไปก่อนแล้วกัน....ไปกันเถอะจิโร่”       สองแขนโอบอุ้มร่างเบาหวิวขึ้นมา ก่อนที่สองขาจะปีนป่ายไปตามโขดหิน




วันนั้น...เขาไม่ได้นึกเอะใจเลย.....

ว่าคนที่ลอยมากับสายน้ำคนนี้....จะเปลี่ยนชีวิตที่หงอยเหงาของเขาไปตลอดกาล





ดูเหมือนจะยังมีลมหายใจอยู่นะ....

เด็กหนุ่มวางร่างบอบบางลงบนเตียงสีขาว ถึงจะรู้ว่าการถอดเสื้อผ้าผู้หญิงออกจะไม่ดี แต่จะปล่อยไว้แบบนี้ก็คงจะไม่ได้ เขากลั้นใจหลับหูหลับตาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออก ก่อนจะค่อยๆแง้มเปลือกตาขึ้นน้อยๆเพื่อมองความขาวผ่องของผิวพรรณที่ทอประกายรับแสงแดดอยู่ในตอนนี้

เอ๋....?

เอ๋?...เอ๋?.......เอ๋?......

ทำไม....ไม่มีหน้าอก.....?

เขาไม่ได้ลามกนะ แต่ว่า....ถ้าไม่มองแล้วจะทำแผลได้ไงล่ะ? จริงไหม?

นัยน์ตาสีเปลือกไม้เปิดขึ้นมองให้เต็มสองตาก่อนจะกระพริบปริบๆ....ตกลงว่านางเงือก.....เป็นผู้ชายงั้นหรอ?....ทำไมแม่ไม่เห็นเคยบอกเขาแบบนั้นเลย?

“ ช่างเถอะ เป็นผู้ชายแบบนี้ค่อยง่ายหน่อย”      ร่างสูงสะบัดหัวไล่ความคิดที่มันยุ่งยากออกไป ก่อนจะจับร่างตรงหน้าถอดเสื้อผ้าออกจนหมด

ว่าแต่...ผู้ชายที่มาจากในเมืองนี่สุดยอดเลยแหะ ขาวกว่าแม่ของเขาอีก...ไม่สิ...คนในเมืองก็ไม่เห็นจะทั้งขาวทั้งเนียนขนาดนี้เลย...ผิวพรรณแบบนี้มันเหมือนกับว่าถูกขังเอาไว้ไม่ให้โดนแสงแดดเลยแหะ

จะยังไงก็ช่างเถอะ ที่สำคัญตอนนี้จะรักษาชีวิตของคนคนนี้เอาไว้ได้ยังไงดี ในเมื่อแผลที่หน้าท้องยังคงมีเลือดไหลออกมาตลอดเวลา....มี....กระสุน....ฝังอยู่?

ใบหน้าคมได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย ตัวก็เล็กแค่นี้ ไปทำอีท่าไหนมาถึงได้ปางตายขนาดนี้ แถมมีเรื่องเกี่ยวกับกระสุนที่คนทั่วไปไม่ค่อยจะได้เข้าใกล้มาพัวพันด้วยอีก

“ คงต้อง.....”       ในสมองกำลังประมวลผลถึงวิธีการเอาตัวรอดตามแบบฉบับลูกทะเลที่ได้รับสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ และเพราะว่าอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางท้องทะเลแบบนี้แหละ พวกเขาจึงต้องรักษาโรคกันด้วยตัวเอง

ร่างสูงวิ่งไปวิ่งมา ทั้งในห้องครัว แปลงสมุนไพร และอีกหลายๆที่ภายในบ้าน จนเจ้าหมาที่ตอนแรกก็วิ่งตามดีๆแต่ตอนนี้มันได้แต่มานอนชะเง้อคอมองเจ้าของอย่างเอาใจส่งไปช่วยแทน

“ ฟู่ว....ที่เหลือก็แล้วแต่นายแล้วนะ...ว่าอยากจะฟื้นขึ้นมาเห็นท้องทะเลกับฉันไหม”      ใบหน้าคมยิ้มพรางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ หัวกระสุนนอนแน่นิ่งอยู่ในกะละมัง

“ เย็นขนาดนี้แล้วหรอเนี่ย...”      แสงแดดที่เคยเจิดจ้ากลับลดแสงลงจนผืนน้ำทอประกายเป็นสีส้ม

อีกไม่นาน....ประภาคารแห่งนี้ก็จะเริ่มมีชีวิต

ดวงตาที่หลับมาตลอดทั้งวันมันจะค่อยๆเปิดขึ้นมา

และเขาก็หวังว่าคนที่ยังหลับใหลไม่ได้สติตรงหน้าจะฟื้นกลับคืนมา....เช่นเดียวกับประภาคารแห่งนี้เช่นกัน


“ ราตรีสวัสดิ์นะ”       เด็กหนุ่มเอ่ยบอกกับคนที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนที่จะเดินถือตะเกียงขึ้นไปยังยอดหอคอย

โคมไฟถูกจุดขึ้นเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา

ประกายไฟสว่างไสว ส่องนำทางให้เรือมากมายที่ต้องแล่นอยู่ท่ามกลางความโหดร้ายของท้องทะเลที่ดำมืด

ตอนนั้น...เขาไม่เคยรู้ตัวหรอกว่า นอกจากจะเป็นแสงไฟให้กับเรือมากมายแล้ว....เขาจะได้กลายมาเป็นแสงไฟในชีวิตของใครบางคนด้วย....






ตึ้งๆๆ

เสียง.....ของอะไรบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา แต่ทว่าเปลือกตามันก็หนักเกินกว่าจะเปิดขึ้นมามองได้

แฮ่ก แฮ่ก....

เสียงหอบหายใจของอะไรบางอย่างดังอยู่ข้างๆหู สัมผัสเปียกแฉะกำลังไล้เลียมาที่แก้ม

“ โฮ่ง!

สุนัข...งั้นหรอ?

“ เดี๋ยวเถอะจิโร่! มานั่งนี่”

คราวนี้เป็นเสียงคน....ใครกัน?

หรือว่าพวกนั้นจะมาจับตัวเขากลับไป......

“ ไม่นะ!”        เปลือกตาถึงจะหนักแค่ไหนร่างกายบางก็พยายามเปิดมันขึ้นมาจนได้ เสียงแหบแห้งที่ไม่คิดว่าจะเป็นเสียงของตัวเองถูกเปล่งออกไป ก่อนจะเจ็บร้าวไปทั่วร่างกายเมื่อพยายามฝืนจะลุกขึ้นมา

“ หว๋า...เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งลุก”       เด็กหนุ่มร่างสูงที่ไม่คุ้นหน้ากำลังล้อมหน้าล้อมหลังเขาเอาไว้........ใครกัน?....

นัยน์ตาสีมรกตที่เพิ่งจะเปิดขึ้นมานั้นหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด มันจ้องมองไปที่ใบหน้าคมเขม็ง ถึงแม้สีมรกตนั้นจะสวยงามราวกับอัญมณีแต่มันกลับมัวหมองราวกับของมีตำหนิ

“ เดี๋ยวสิ โอ๊ย!”       และเมื่อมือใหญ่หมายจะเข้าไปช่วยพยุง เล็บก็ข่วนเข้าไปที่ท่อนแขนสีแทน

“ อ้า....แหะแหะ...”     เด็กหนุ่มร่างสูงจึงได้แต่ถอยหลังไปยืนเกาหัวหัวเราะแห้งๆส่งมาให้ ดูๆไปแล้วร่างบางตรงหน้าเหมือนลูกแมวบาดเจ็บที่ไม่ไว้ใจใคร เพราะงั้นผลีผลามเข้าไปคงไม่ได้แน่

“ ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก...ใจเย็นๆนะ...”    สองแขนได้แต่ยกขึ้นยอมแพ้และพยายามจะบอกว่าเขาบริสุทธิ์ใจ

แน่นอนว่า ร่างบางนั้นไม่เชื่อ

แต่เพราะไม่มีแรงบวกกับความเจ็บร้าวที่แล่นลิ่วขึ้นมาจากบาดแผลทั่วร่าง ทำให้กายบางทรุดลงไปและทำท่ากำลังจะตกจากเตียง

แต่ทว่า ท่อนแขนแข็งแรงก็มารองรับเอาไว้ได้ทัน

“ เห็นไหมล่ะ...บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งขยับ”      ใบหน้าคมนั้นอยู่ห่างไม่ถึงคืบ มือบางพยายามผลักใสแต่เรี่ยวแรงก็หายไปจนหมดทำได้แค่จำใจรับอ้อมแขนของอีกฝ่ายทั้งๆที่ไม่เต็มใจ

“ เอ้า! นอนดีๆนะ เดี๋ยวฉันไปทำอาหารมาให้กิน”       เด็กหนุ่มร่างสูงหันมายิ้มให้ก่อนที่จะออกจากห้องไป

ใบหน้าสวยได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างเหม่อลอย....ทำไมถึงยิ้มให้...ทำไมถึงช่วยเหลือเขา....

“ ไม่มีหรอก....”       เสียงแผ่วเบาดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่ยังซีดเซียว....ใช่....ไม่มีหรอก....คนที่จะช่วยเหลือใครโดยไม่หวังอะไรตอบแทนน่ะ....ไม่มีหรอก

แล้วหมอนั่น...ต้องการอะไรจากเขาล่ะ?

“ หึ....”       ใบหน้าสวยเฉยชายิ้มให้กับตัวเอง....เขาไม่มีอะไรจะให้ใครได้ทั้งนั้น....

แต่ทำไมทุกคนถึงยังบังคับให้เขามอบมันให้ ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่ามันคือสิ่งเดียวที่เขามี หากยังต้องการที่จะเป็น “มนุษย์” รู้ทั้งรู้ว่าหากเอามันไป เขาก็จะต้องตาย

เพราะสิ่งเดียวที่เขามีก็คือ “ร่างกาย” เท่านั้นเอง

ได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วเข้ามาใกล้อีกครั้ง นัยน์ตาสีมรกตรีบกวาดมองไปทั่วก่อนจะไปสะดุดกับแจกันที่วางอยู่ที่หัวเตียง และเพียงแค่ประตูไม้สีขาวนั่นเปิดออก....

เพล้ง!!!

แจกันเซรามิกก็ถูกขว้างออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่หัวของร่างสูง แต่ทว่าหัวสีดำๆนั่นก็หลบได้ทันอย่างหวุดหวิด แจกันลอยไปกระแทกกับผนังข้างหลังก่อนจะตกลงแตกกระจายอยู่ที่พื้น

“ หว๋า....ทำอะไรของนายน่ะ?!”      ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องก่อนจะวางจานข้าวหอมกรุ่นเอาไว้บนโต๊ะ

“ จะลุกขึ้นมาทำไม เดี๋ยวก็เหยียบเศษแจกันหรอก”      เขาจะลุกหนีต่างหาก! ร่างสูงจับตัวบางที่กำลังจะก้าวไปที่ประตูเอาไว้ ในหัวรู้สึกหนักอึ้งจนร่างกายเซไปเซมาจนไปตกอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายให้ยิ่งน่าเจ็บใจ....ทั้งๆที่เขาตั้งใจจะฆ่าหมอนี่ แล้วทำไมยังจะมาทำเป็นหวังดีอีก

“ ปล่อยนะ! อย่ามาจับตัวชั้น!”      ร่างบอบบางพยายามสะบัดตัวออกจากวงแขนของร่างสูงที่มีท่าทางงงๆ

“ ถ้าปล่อยนายก็ล้มน่ะสิ แถมถ้าล้มตรงนี้คงได้เอาหน้าไปจิ้มแจกันแตกๆแน่ แค่นี้เนื้อตัวนายก็ไม่มีที่ให้แปะผ้าพันแผลแล้วนะ”       ร่างสูงตัดสินใจอุ้มคนดื้อขึ้นก่อนจะเอาไปวางไว้ที่เตียง

“ มันเรื่องของชั้น ชั้นจะเป็นจะตายมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแก!”        ใบหน้าสวยตวาดออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว และเพราะแรงดิ้นเมื่อกี้ทำให้แผลแตกจนเลือดไหลซึมออกมาที่ผ้าพันแผลอีกจนได้

“ นี่ เลือดออกมาอีกแล้ว อยู่นิ่งๆสิ”      แต่ร่างสูงก็ยังเย็นดุจน้ำ สองแขนสีแทนพยายามจับอีกฝ่ายให้อยู่นิ่ง

“ จะออกก็ช่าง แกไม่ต้องมายุ่ง!”       

“ ไม่ยุ่งได้ไงล่ะ”

“ บอกให้ปล่อย อุก....”        จู่ๆร่างบอบบางก็วูบไป ดีที่สองแขนของร่างสูงยังไม่จากไปไหนจึงรับเอาไว้ได้ทัน ก็บาดเจ็บขนาดนั้นแล้วยังไม่ได้กินอะไรมากี่วันแล้วก็ไม่รู้ จะเป็นลมล้มพับไปก็ไม่แปลก

ร่างสูงได้แต่ยืนปาดเหงื่อเมื่อจับคนดื้อนอนลงได้สำเร็จ....ไม่รู้ว่าไปเจออะไรมากันนะ ถึงได้ทำให้คนที่มีใบหน้างดงามแบบนี้ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่....

ใบหน้าคมแหงนขึ้นไปมองยอดประภาคารผ่านหน้าต่างของบ้าน....ถ้าแสงไฟบนนั้นส่องสว่างให้กับทางเดินที่มืดมนของคนคนนี้ได้บ้างก็คงจะดีนะ....เขาได้แต่ภาวนาอยู่ในใจก่อนจะเดินไปย่อตัวลงที่หน้าประตู มือเอื้อมออกไปหยิบเศษแจกันที่แตกกระจายอยู่ตามพื้น ผืนผ้าสะอาดถูกนำมาเช็ดน้ำที่หกเลอะ

“ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วก็กินข้าวด้วยนะ”       มือใหญ่วางดอกไม้สีขาวที่เคยอยู่ในแจกันลงบนโต๊ะ สายตาอ่อนโยนหันไปมองคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ก่อนจะก้าวขาออกมาจากห้อง






นัยน์ตาสีมรกตเปิดขึ้นอีกครั้งอย่างเหนื่อยล้า

แสงแดดที่เคยสว่างจ้าบัดนี้กลับกลายเป็นสีส้ม ตอนที่ลืมตาขึ้นมาคราแรกเขามัวแต่ตื่นตระหนกกับผู้ชายคนนั้น จนไม่ทันได้มองไปรอบๆตัว...ที่ที่เขาอยู่ตอนนี้....ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นต้นไม้ ภูเขา หรืออะไรก็ตามที่เป็นทิวทัศน์ปกติของเมือง แต่ทว่า มันกลับมีแต่เสียง ซ่า ซ่า ดังมาจากทุกทิศทุกทางอยู่ตลอดเวลา

“......ที่แท้...ก็เป็นเกาะงั้นหรอเนี่ย....”        ร่างบางพยายามลุกขึ้นนั่งก่อนจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นเพียงแค่ทะเลเวิ้งว้าง

บ้านไม้หลังนี้ถูกสร้างอยู่บนแหลมซึ่งเป็นเกาะสูงชัน ด้านล่างไม่มีหาดทรายเลย มีแต่โขดหินให้คลื่นถาโถมเข้าใส่เพียงแค่นั้น

“ อ๊ะ”      ร่างบางเผลออุทานเมื่อแสงไฟอะไรบางอย่างกระพริบติดขึ้นมาในแสงแดดยามเย็น และเมื่อหันไปมองที่หน้าต่างอีกด้าน จึงรู้ว่ามันคือแสงไฟของ...ประภาคาร...นั่นเอง

บ้านหลังนี้อยู่ติดกับประภาคาร...หมายความว่าหมอนั่นเป็นคนดูแลประภาคารแห่งนี้อยู่งั้นสินะ

นี่เขาลอยมาไกลแค่ไหนกัน? เพราะมั่นใจว่าจากเมืองที่เขาอยู่ ไม่เคยมองเห็นประภาคารเลยสักครั้งไม่ว่าอากาศจะดีแค่ไหนก็ตาม

“ แล้วแบบนี้จะหนีไปได้ไง...”        โครก....เสียงบ่นงึมงำดังขึ้นมาพร้อมๆกับเสียงท้องร้อง

แต่ร่างบางก็หาได้สนใจ นัยน์ตาสีมรกตยังคงเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองท้องทะเลเวิ้งว้างที่เริ่มจะกลายเป็นสีดำ

ทำไม....ไม่ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด...


ก๊อก ก๊อก....


เสียงเคาะประตูดังอยู่แต่ใบหน้าสวยก็ยังไม่ยอมละกลับมาจากหน้าต่าง  จนร่างสูงเปิดประตูเข้ามาเอง จานอาหารจานใหม่ถูกวางลงบนโต๊ะ ทั้งๆที่จานเก่าข้าวยังไม่หายไปสักเม็ด

“ ไม่ยอมกินเลยหรอเนี่ย...”       น้ำเสียงสดใสสลดลงเล็กน้อย แต่คนที่นั่งเหม่อลอยก็ยังคงไม่หันมาสนใจ

เสียงฝีเท้าเดินจากไปแล้วพร้อมกับเสียงปิดประตู  นัยน์ตาสีมรกตเหลือบมามอง....เดี๋ยวหมอนั่นก็จะเบื่อไปเอง กับตุ๊กตาพังๆที่เก็บขึ้นมาจากน้ำตัวนี้






เช้าวันใหม่มาเยือนเหมือนๆกับไอแดดและกลิ่นของทะเลที่ยังคงลอยอยู่รอบๆตัว

ร่างบอบบางลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่นเพราะได้นอนหลับเต็มตา แต่ทว่าเมื่อลุกขึ้นความมึนมัวจากการที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจานข้าวจะวางอยู่ไม่ไกล แต่ด้วยทิฐิจึงไม่คิดที่จะไปแตะต้อง

จะหิวตายก็ช่าง จะหมดแรงตายก็ช่าง เขาไม่เห็นจะสนใจเลย ชีวิตที่ไม่มีอะไรดีแบบนี้

ใบหน้าสวยเหม่อมองท้องฟ้าใสและประกายระยิบระยับของผืนน้ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นกระทบฝั่งก็ยังดัง ซ่า ซ่า....และถ้าเขาจะเป็นอิสระเหมือนนกนางนวลที่บินว่อนอยู่ตอนนี้ก็คงจะดี

เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา และเขาก็ยังคงไม่ละใบหน้าไปจากหน้าต่างเหมือนเดิม

“ ไม่กินจะหมดแรงเอาน้า...นี่...กินหน่อยเถอะ...”        จานข้าวจานใหม่ถูกวางลงมาแทนจานเก่า แต่ไม่ว่าจะจานไหนๆมันก็ไม่ได้พร่องลงไปเลยสักนิด นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองใบหน้าสวยที่ยังคงซีดเซียวอย่างอ่อนใจ

ทั้งๆที่อุตส่าห์มีชีวิตรอดมาจากกระสุนและทะเลกว้างใหญ่ได้แล้วแท้ๆ แต่กลับจะมาตายง่ายๆด้วยไม่ยอมกินข้าวเนี่ยนะ

ใครมันจะไปยอมกันเล่า...

ร่างสูงเดินออกไปจากห้องพรางครุ่นคิด....ไม่มีวิธีดีๆที่ทำให้ร่างบางๆนั่นยอมกินข้าวได้เลยรึไงนะ?.....ใบหน้าคมหันไปหันมา ก่อนจะหันไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า....อ๊า!! นึกออกแล้ว!



นัยน์ตาสีมรกตที่มองท้องน้ำเป็นประกายเริ่มจะตาลาย รู้สึกเหมือนหัวเริ่มจะหมุนไปมา ท้องไส้ปั่นป่วนซวนเซจะล้มลงอยู่รอมร่อ....อาจจะมาได้แค่นี้ละมั้งชีวิตเขา...

“ จิ๊บ....”        นัยน์ตาสีมรกตเบิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อจู่ๆหูก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเข้า ใบหน้าสวยหันกลับไปมองที่ขอบหน้าต่าง

“ .....?......นก....นางแอ่น...?”       นางแอ่นสีดำตัวน้อยยืนเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างก่อนจะยื่นหน้ามาคลอเคลียปลายนิ้วเรียวที่ยื่นเข้าไปหา ดูท่าว่าเจ้านกนี่จะคุ้นกับที่นี่พอสมควร

พั่บๆๆ

มันกางปีกออกก่อนจะบินไปยังจานข้าวที่วางอยู่กลางโต๊ะ ให้ใบหน้าสวยมองตามไปอย่างสงสัย ปากเล็กๆคาบเมล็ดข้าวขึ้นมาก่อนจะบินกลับมาแล้ววางไว้ในมือบอบบาง

.....อยากให้เขากินเข้าไปงั้นหรอ?.....

นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองใบหน้าเล็กที่เอียงไปมา เจ้านกนางแอ่นบินกลับไปที่จานข้าวแล้วคาบเมล็ดสีขาวมาให้อีก....ทำแบบนั้น...ซ้ำไปซ้ำมา.....แวววูบไหวเกิดขึ้นในดวงตาคู่สวยก่อนที่ริมฝีปากจะยิ้มออกมาน้อยๆ

“ พอแล้ว....เดี๋ยวก็บินจนเหนื่อยตายหรอก”       ร่างบางส่งเสียงบอกเจ้านก

“ จิ๊บ....”      มันยังคงยืนมองอยู่บนปลายนิ้ว จนใบหน้าสวยถึงกับถอนหายใจก่อนจะอมยิ้มน้อยๆให้ใบหน้าเล็กๆ

“ ก็ได้.......ฉันจะยอมกินก็ได้....”      เพราะตลอดมา ก็มีเพียงสัตว์เล็กๆอย่างพวกนกนี่แหละ ที่เป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว

ร่างบางขยับกายไปนั่งลงที่เก้าอี้ อาหารหอมกรุ่นถูกตักเข้าปาก รสชาติของมันทำให้รู้สึกอุ่นใจยังไงบอกไม่ถูก...อาหารนี่....หมอนั่นทำเองงั้นหรอ?

เพราะจะว่าไป ตั้งแต่เขาลืมตาขึ้นมา ก็ยังไม่เห็นใครเลยนอกจากผู้ชายคนนั้นคนเดียว




“ กินแล้วๆ”         ร่างสูงนั่งอยู่บนบันไดหินของประภาคาร ใบหน้าคมชะเง้อคอมองออกไปนอกช่องเจาะเล็กๆซึ่งสามารถมองเห็นหน้าต่างของห้องที่ร่างบางนั่งอยู่ได้อย่างชัดเจน

“ โฮ่ง!

“ ชี่....”       มือใหญ่ยกขึ้นปิดปากเจ้าจิโร่แทบไม่ทัน ถึงแม้ว่าเขาจะมาแอบมองอยู่ในประภาคาร แต่หน้าต่างบานนั้นก็อยู่ไม่ได้ไกลกันเลยสักนิด ความจริงจะบอกว่าประภาคารเองก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเขาก็ว่าได้

นัยน์ตาสีเปลือกไม้จ้องมองทุกกิริยาท่าทางของคนที่ยังไม่รู้ตัวว่าถูกแอบดู ริมฝีปากอิ่มที่ยังซีดเซียวอ้าออกน้อยๆก่อนจะรับช้อนเข้าไป แก้มใสขยับไปมาช้าๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆถูกกลืนลงไปในลำคอ....แทนที่เขาจะกลืนน้ำลายตามเพราะอยากกินบ้าง แต่เขากลับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกอื่น.....

ถึงจะดูเหมือนแก้วที่มีแต่รอยร้าว...แต่ร่างบอบบางนั่นก็สวยจริงๆจนเขาต้องยอมรับโดยไร้ข้อโต้แย้ง

“ ไปซักผ้ากันดีกว่าจิโร่!”       ศีรษะที่มีเส้นผมสีดำปกคลุมสะบัดไปมา...เอาเป็นว่าแค่คนตรงหน้ายอมกินข้าว อย่างอื่นก็คงไม่มีอะไรต้องห่วง

“ โฮ่ง!





เหมือนได้ยินเสียงหมาเห่า ?

ใบหน้าสวยละจากจานข้าวขึ้นมามองหาเจ้าหมาตัวใหญ่ แล้วเงาวูบไหวของทั้งคนทั้งหมาก็วิ่งออกมาจากประตูของประภาคาร ร่างบางนั่งมองภาพของหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวผ่านทางหน้าต่าง ในมือของหมอนั่นมีตะกร้าผ้าอยู่ด้วย

ร่างสูงเดินออกไปอยู่ในแสงแดดสว่างจ้า รอยยิ้มสดใสราวกับท้องฟ้าเวลานี้ถูกส่งผ่านไปให้เจ้าหมาที่มีท่าทางเริงร่าไม่แพ้กัน ผ้าในตะกร้าถูกเทลงไปในกะละมังบนลานหินแคบๆ ก่อนที่หมอนั่นจะนั่งลงข้างๆ น้ำในกะละมังถูกตีจนขึ้นฟองสีขาว เจ้าหมาตัวใหญ่ก็ยังคงวิ่งไปวิ่งมาอยู่รอบๆโดยมีเสียงหัวเราะของหมอนั่นดังคละเคล้ากันไป

ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ใบหน้าสวยสะบัดกลับมาไม่อยากมองภาพตรงหน้า....อย่างหมอนั่น...คงไม่เคยมีเรื่องทุกข์ใจอะไรเลยสินะ ถึงได้ยิ้มร่าเหมือนคนบ้าอยู่ได้แบบนั้น

ยิ่งคิดถึงรอยยิ้มอบอุ่นที่หมอนั่นยิ้มให้เขา มันก็ยิ่งหงุดหงิด

“ จิ๊บ...”       เจ้านางแอ่นตัวน้อยเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย

“ เจ้านายแกใช่ไหมล่ะเจ้าหมอนั่นน่ะ?....ฉันเกลียดขี้หน้ามัน ฮึ!”       ใบหน้าสวยสะบัดไปอีกข้าง ทำอะไรไม่ได้ก็พาลเอากับนกนี่แหละ

“ จิ๊บ!”       ลำตัวสีดำบินพั่บๆมาเกาะอยู่บนไหล่บาง ก่อนจะยื่นหัวไปคลอเคลียใบหน้าใสจนร่างบางได้แต่อมยิ้ม

“ ฮ่าๆๆ จิโร่ อย่าสิ”      ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วเข้ามา ใบหน้าสวยจึงแอบหันไปมอง กายบางขยับเข้าไปยืนหลบอยู่หลังหน้าต่างอย่างไม่ต้องการจะให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาแอบดูอยู่

“ เอามานี่นะ”     เจ้าหมาตัวใหญ่คาบกางเกงยีนวิ่งวนไปวนมาหนีให้อีกคนไล่จับ ฟองสีขาวปลิวกระจายติดไปทั่วทั้งคนทั้งหมา จนใบหน้าสวยของคนที่แอบดูอยู่ถึงกับหัวเราะออกมาน้อยๆ....ไอ้บ้าสองตัวนั่นมันจะซักผ้ากันเสร็จไหมน่ะวันนี้?

“ นี่แน่ะๆๆ ฮะ ฮะ ฮะ”        มือใหญ่จับสายยางก่อนจะฉีดน้ำไปที่เจ้าหมาจนมันหยุดวิ่งแล้วสะบัดตัวไปมา ผ้าที่คาบอยู่ในปากถูกแย่งคืนไปแล้วจุ่มลงไปซักใหม่ในกะละมังจนได้

ในที่สุดผ้าก็ถูกคว้าขึ้นมาจากกะละมัง ร่างสูงยืนเต็มความสูงอยู่หน้าราวตากผ้า หลังจากสะบัดสองสามที เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาก็ถูกหนีบติดกับราวเอาไว้

“ นั่นมัน.....”      นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้าง เพราะเสื้อตัวนั้นมันคือเสื้อของเขาแน่ๆ ถึงแม้ว่าบัดนี้มันจะไม่มีรอยเลือดแล้วก็ตาม

เอ๊ะ? แล้วถ้างั้นเขาใส่อะไรอยู่ล่ะ?

เพราะมัวแต่คิดเรื่องที่จะไม่ยอมลงให้กับหมอนั่น จึงลืมสนใจตัวเอง ใบหน้าสวยรีบก้มลงไปดู สองมือจับชายกระโปรงกางออกมาน้อยๆ....นะ นี่เขาอยู่ในชุดบ้าๆนี่ได้ยังไง?

ใช่....ดูยังไงมันก็ชุดของผู้หญิงแน่ๆ....มันเป็นชุดนอนกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวคอกว้างที่มีลูกไม้เล็กๆติดรอบคอเสื้อ แขนยาวถึงข้อศอก กระโปรงยาวถึงหัวเข่า และมันดันพอดีตัวเขาอย่างไม่น่าเชื่อ......ไอ้บ้านั่น....ไปเอาอะไรมาให้เขาใส่เนี่ย?!

“ เรียบร้อย”       เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากคนที่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าราวตากผ้าที่บัดนี้มีผ้าโบกสะบัดไปตามแรงลมอยู่เต็มราว กลิ่นผงซักฟอกสะอาดๆลอยเข้ามาทำให้รู้สึกดี แต่กระนั้นใบหน้าสวยก็ยังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและแก้มใสขึ้นสีระเรื่อนิดๆที่ตัวเองต้องติดอยู่ในชุดบ้าๆอย่างที่เจ้าตัวว่า

“ ไปกันเถอะจิโร่!”       เอ๊ะ? จะไปไหนกัน?   ใบหน้าสวยเงยขึ้นมามองหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวด้วยความสงสัย ก่อนใบหน้าจะร้อนแผ่วกับภาพที่เห็นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อจู่ๆร่างสูงก็ถอดเสื้อออกแล้วกองเอาไว้ในกะละมัง....

กล้ามเนื้อสมส่วนกับผิวสีแทนทำให้ดูสมชายชาตรีจนน่าอิจฉา เขาเพิ่งจะได้มองหมอนั่นเต็มๆตาถึงได้เพิ่งรู้ว่านอกจากร่างกายจะมีรูปร่างที่ดีมากแล้ว ใบหน้าคมนั่นก็หล่อเหลาเอาการทีเดียว.......บ้า....แล้วทำไมเขาจะต้องมาหน้าแดงกับร่างกายของไอ้บ้านั่นด้วย!

ขายาวๆนั่นออกวิ่งไปอีกทาง ทำให้ร่างบางถึงกับผงะ ด้วยความอยากรู้จึงแอบเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องข้างๆที่จะสามารถมองเห็นหมอนั่นได้อย่างชัดเจน เป็นเพราะบ้านนี้มันตั้งอยู่บนยอดผาจึงมองเห็นรอบๆได้หมดเพียงแต่ต้องเปลี่ยนไปยืนดูอยู่ที่ห้องอื่น

ใบหน้าคมยิ้มร่าก่อนที่จะก้าวขากระโดดออกไปให้คนแอบดูใจหายเล่น ร่างสูงร่วงหายลงไปในหุบเหวทำให้ร่างบางถึงกับตรงรี่ไปเกาะขอบหน้าต่างชะโงกตัวออกไปมองหา แต่ทว่า หัวดำๆนั่นกลับไปผลุบๆโผล่ๆอยู่ที่โขดหินจนคนแอบมองได้แต่ถอนหายใจ

ร่างสูงกระโดดจากโขดหินอันที่สูงกว่าลงไปตามโขดหินที่ลดหลั่นกันลงไปอย่างรวดเร็ว ภาพการเคลื่อนไหวราวกับสายลมนั้นสะกดนัยน์ตาสีมรกตจนไม่อาจละไปไหนได้

ตูม!!!

เสียงน้ำแตกแหวกกระจาย เมื่อร่างสูงทิ้งตัวลงไป นัยน์ตาสีมรกตยังคงจ้องมองคนที่หายลงไปในทะเลด้วยดวงตาเหม่อลอย น่าแปลก....ทำไมแค่ได้มองการใช้ชีวิตที่มีแต่แสงสว่างเจิดจ้าของหมอนั่น มันกลับช่วยเติมเต็มอะไรบางอย่างที่หายไปในตัวเขา

ความรู้สึกลึกๆในใจที่ไม่อยากจะยอมรับ มันกำลังบอกกับเขาว่า....เขาอยากจะอยู่ที่นี่....เพื่อจ้องมองภาพแบบนี้ไปอีกนานเท่านาน.....





หมอนั่นกลับขึ้นมาอีกทีพร้อมกับเห็ดเต็มอ้อมแขน...

“ เห็ดหน้าตาแบบนี้เอามากินได้นะ แต่ถ้าเป็นเห็ดที่มีสีสวยๆพวกนั้นจะมีพิษ ห้ามเอามากินนะรู้ไหม?”         ใครจะไปอยากรู้.....ร่างบางแอบเถียงอยู่ในใจ ตอนนี้เขาทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ถึงได้มานั่งอยู่ในห้องครัวกับหมอนั่นได้ มือใหญ่กำลังทำความสะอาดเห็ดอย่างชำนาญก่อนที่มันจะกลายมาเป็นอาหารเย็นของพวกเขาในวันนี้

“ จริงสิ...ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ฉันชื่อ ยามาโมโตะ ทาเคชิ นายล่ะ?”       ใบหน้าสวยเฉยชาจงใจเมินเอาดื้อๆ

“ นายจำชื่อตัวเองไม่ได้งั้นหรอ? สงสัยตอนลอยน้ำมาหัวจะไปกระแทกอะไรเข้าจนความจำเสื่อมสินะ?”       น้ำเสียงสดใสยังคงเอ่ยต่อไปโดยไม่ได้สนใจใบหน้าสวยที่เริ่มเปลี่ยนจากเฉยชามาเป็นงอหงิกเลยแม้แต่น้อย

“ งั้นฉันตั้งชื่อให้ไหม? เอาเป็น...ชิโรโกะ...ดีไหม?”        ไอ้บ้า!! อย่ามาตั้งชื่อเขาเหมือนหมาแบบนั้นนะ.... “ชิโร่” บ้าอะไร แล้วทำไมต่อท้ายด้วย “โกะ” ฟ๊ะ

“ โกคุเดระ ฮายาโตะ!!”      ใบหน้าบูดบึ้งเอ่ยออกไปอย่างจำใจ ก่อนที่อีกฝ่ายจะตั้งชื่อเหมือนหมาเหมือนแมวให้ตามใจชอบ

“ เอ๋? นายไม่ได้ความจำเสื่อมนี่นา?”

“ ก็ใช่น่ะสิ!”       เขาสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง....ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะจำนักหรอก ไอ้ความทรงจำที่ไม่มีดีพวกนั้น

“ โกคุเดระ!”      จู่ๆร่างสูงก็ตะโกนเรียกร่างบางจนเผลอสะดุ้ง

“ อะไร?”

“ ถ้าไม่รู้จะไปไหน อยู่กับฉันที่นี่ก็ได้นะ”      ใบหน้าสวยชะงักไป...มันไม่ได้ดีใจแต่ข้างในกลับหมองมัว....อีกแล้วงั้นหรอ...หมอนี่ก็ชวนให้เขาอยู่ด้วยอีกแล้วงั้นหรอ....ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนที่จะกัดฟันถามออกไปตรงๆ

“ แกต้องการอะไรจากชั้น? ร่างกายงั้นใช่ไหม?”      นัยน์ตาสีมรกตมีแต่แววมืดมน

“ เอ๋? ร่างกายของนาย? แล้วฉันจะเอามาทำไมอ่ะ?”       แต่ทว่าใบหน้าหรอหราที่ตอบกลับมานั้นมันก็ทำให้ร่างบางถึงกับงง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันทีด้วยคิดว่าร่างสูงตรงหน้าตั้งใจจะกวนประสาท

“ ก็เอาร่างกายของชั้นไว้ระบายความใคร่ของแกไง!....เซ็กซ์น่ะ รู้จักใช่ไหม?!”      ร่างบางตะโกนออกไปสุดเสียงอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วดูท่าทางว่าร่างสูงตรงหน้าจะชะงักค้างไป ใบหน้าคมแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจ

“ ฉัน....กับนาย....ทำเรื่องแบบนั้น...ได้ด้วยหรอ?”        ทั้งคำพูดและปฏิกิริยาที่ร่างสูงแสดงออกมานั้นมันบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าที่ทำลงไปทุกอย่างล้วนบริสุทธิ์ใจ จนร่างบางได้แต่อึ้งที่ยังมีคนแบบนี้ที่จะไม่หวังร่างกายของเขาอยู่บนโลกด้วย ใบหน้าสวยแดงเถือกขึ้นมาทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าตนพูดอะไรออกไป

“ ชะ...ช่างมันเถอะ...ถ้าแกไม่ได้คิดแบบนั้นก็...ไม่ต้องสนใจคำพูดฉัน”      ใบหน้าใสเหมือนจะมีเหงื่อแตกพลั่ก เพราะถ้าหากไอ้บ้านี่เกิดคิดได้เพราะคำพูดของเขาขึ้นมาคงต้องบอกว่าปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆเลย ร่างบางลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี แต่มือใหญ่ก็คว้าแขนบางเอาไว้ให้คนตั้งใจจะหลบหน้าถึงกับสะดุ้งเฮือก

“ อย่าเพิ่งไปสิ ตกลงว่านายจะอยู่กับฉันที่นี่ใช่ไหม?”       ใบหน้าสวยหันไปมองใบหน้าคมที่จ้องลงมาตรงๆ ในดวงตาสีเปลือกไม้มีแววอ้อนน้อยๆจนร่างบางเผลอตอบออกไป

“ อะ เออ ยังไงตอนนี้ก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้วนี่.....”     แล้วก็ต้องมานึกเสียใจจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่อีกคนนี่สิยิ้มหน้าบานเป็นดอกทานตะวันจนน่าหมั่นไส้

“ งั้นไว้ฉันจะลองคิดเรื่องที่นายบอกดูนะ เหมือนจะเคยได้ยินเจ้าของร้านค้าที่ไปซื้อบ่อยๆในเมืองบอกมาเหมือนกันว่าผู้ชายกับผู้ชายก็ทำเรื่องแบบนั้นได้”       เอาแล้วไง....ไม่น่าพูดไปจริงๆด้วย ใบหน้าสวยนึกอยากจะร้องไห้โฮขึ้นมาตะหงิดๆ

“ ไม่ต้องคิดเลยไอ้บ้า! แล้วก็ปล่อยแขนชั้นได้แล้ว!”       ร่างบางด่าออกไปด้วยใบหน้าบูดบึ้ง แขนบางสะบัดกลับตั้งใจจะเดินหนีไปอีกรอบ

“ เดี๋ยวสิ”      แล้วมือใหญ่ก็รั้งเอาไว้อีกรอบ คราวนี้มีทัพพีมาช่วยด้วย 

“ ช่วยคนนี่ให้หน่อย เดี๋ยวฉันจะไปเก็บผ้า”       ทัพพีถูกยื่นเข้ามาไว้ในมือก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกไปจากห้องครัวโดยไม่ได้ฟังเสียงบ่นของอีกคนเลย

“ ทำไมฉันต้องมายืนคนหม้อโง่ๆนี่ด้วย....”        ใบหน้าสวยยังบ่นไม่หยุด แต่ถึงแบบนั้นเมื่อต้องยืนอยู่คนเดียว รอยยิ้มน้อยๆก็ปรากฏอยู่ที่ริมฝีปาก....หากจะเชื่อคำพูดของหมอนั่นตอนนี้ จะเร็วไปไหมนะ....



มือคว้าผ้าลงตะกร้า แต่ทว่าใบหน้าคมกลับครุ่นคิด....ยอมรับว่าเขาตกใจกับสิ่งที่ร่างบางบอกออกมา....มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าผู้ชายกับผู้ชายจะมีอะไรกันได้หรือไม่ได้ แต่ตกใจในคำถามของอีกฝ่ายต่างหาก.....โกคุเดระผ่านชีวิตมาแบบไหนกัน เจอกับเรื่องแบบไหนกัน ถึงได้ถามเขาออกมาแบบนั้น เพราะแบบนั้นหรือเปล่าถึงได้หวาดระแวงเขานัก ไม่ว่าจะทำดีด้วยเท่าไหร่ก็ไม่เคยไว้ใจ

ในใจรู้สึกเจ็บแปลบอย่างน่าประหลาด....อดีตแบบไหนกันที่ทำให้อัญมณีสีสวยต้องหมองมัวขนาดนั้น...

ใบหน้าคมเงยขึ้นไปมองที่ยอดของประภาคาร....หากร่างบางๆนั่นยอมอยู่ที่นี่ เขาจะสามารถทำให้ใบหน้าอมทุกข์นั่นหันมายิ้มให้ได้บ้างหรือเปล่านะ....จะทำให้โกคุเดระมีความสุขจนลืมเรื่องเลวร้ายในอดีตไปได้หรือเปล่านะ....เขาจะทำได้หรือเปล่า....จะเป็นเหมือนแสงไฟของประภาคารที่ชี้นำเรือที่ลอยเคว้งคว้างให้ไปพบกับฝั่งได้หรือไม่กันนะ

เขาอยากให้ใบหน้าสวยนั่นยิ้มออก เขาอยากให้ร่างบอบบางนั่นมีความสุข....เขาคิดแค่นี้จริงๆ

“ ก็มีแต่ต้องลองดูละนะ”       ร่างสูงยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะไล่ความกังวลใจทั้งหลายให้หายไป อย่างเขาไม่ถนัดหรอกไอ้เรื่องจะมานั่งคิดอะไรไปล่วงหน้าแบบนี้ ก็มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่ทำไปตามที่หัวใจมันเรียกร้อง หากหัวใจพร่ำบอกว่าอยากให้โกคุเดระมีความสุข ก็มีแต่ต้องลงมือทำอะไรก็ตามที่จะทำให้ใบหน้าสวยยิ้มได้เท่านั้น

“ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”       ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับผ้าที่หายไปจากราวจนหมด แสงอาทิตย์กำลังจะหายไปจากท้องฟ้า ได้เวลาที่เขาจะต้องขึ้นไปจุดไฟบนประภาคารแล้วสินะ...







กลิ่นของความเวิ้งว้างเดียวดายถูกแทนที่ด้วยเสียงของนกนางนวลเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง

เสียงซ่าๆที่ดังอยู่รอบๆกายทำให้ใบหน้าสวยที่เพิ่งจะลืมตาตื่นมีเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความฝัน

เขาอยู่ที่ประภาคารแห่งนี้จริงๆ

ที่ที่มีเพียงเขา....กับผู้ชายคนนั้น....แค่สองคน

พยายามห้ามรอยยิ้มเอาไว้ เพราะมันอาจจะเร็วไปที่จะไว้ใจหมอนั่น  ร่างบอบบางพลิกกายไปที่อีกฝั่งก่อนจะเหม่อมองท้องฟ้าที่วันนี้ก็ยังคงสดใสเหมือนเคย

ก๊อก ก๊อก ก๊อก....

เสียงเคาะประตูดังแว่วอยู่ในหู แต่ร่างบอบบางก็ยังคงนอนนิ่ง ใบหน้าสวยพยายามปรับให้กลับมาเย็นชาพร้อมที่จะเมินเฉยต่อทุกการกระทำที่หมอนั่นทำให้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นเขาเองที่มักจะเผลอแสดงความรู้สึกออกไป...ทั้งด่าว่า ทั้งทำหน้าบูดบึ้ง...ทั้งๆที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะแสดงออกกับใครได้เลยแท้ๆ

ทั้งๆที่เขาเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีความรู้สึกรู้สาในสายตาใครๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหมอนั่น เขากลับเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีความร้อนรนในใจ

ราวกับว่าเขาถูกจุดไฟ...ด้วยความสว่างไสวของหมอนั่น 

“ โกคุเดระ...ตื่นหรือยัง? ฉันเข้าไปนะ?”      หลังจากที่ยืนเคาะอยู่นานและไม่มีเสียงขานรับจากคนข้างใน ร่างสูงจึงเปิดประตูเข้าไปเอง

“ เห๋?...ก็ตื่นอยู่นี่นา...ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แล้วก็มาทำแผลให้นายด้วย สมุนไพรที่โปะไว้ก่อนหน้านี้น่าจะหมดฤทธิ์แล้วละ”       นัยน์ตาสีมรกตจ้องเขม็งไปที่ร่างสูงซึ่งพูดเองเออเองอยู่คนเดียว ใบหน้าคมที่ดูสบายๆนั่นยังคงเจื้อยแจ้วโดยไม่ได้สนใจคนที่ยังนอนนิ่งส่งสายตาวาววับราวกับเสือดุๆมาให้

“ แกเอาเสื้อบ้าบออะไรมาให้ชั้นใส่? ไปเอาเสื้อของชั้นมา!”       ร่างบางถามขึ้นมาทันทีที่มองเห็นเสื้อนอนกระโปรงแบบเดียวกับที่ตนใส่อยู่ที่ร่างสูงบอกว่าจะเอามาให้เปลี่ยน

“ เสื้อนายขาดจนจะเป็นชิ้นๆอยู่แล้ว ใส่ไม่ไหวหรอกถ้าไม่ได้เย็บ จะให้ใส่เสื้อฉันมันก็ใหญ่ไป เลยไปยืมเสื้อของแม่มาให้ใส่น่ะ เป็นไง? พอดีตัวนายเลยใช่ไหม?”       ร่างบางได้แต่อ้าปากพะงาบๆ...เสื้อของแม่งั้นหรอ?....เสื้อของแม่เนี่ยนะ?.....อยากจะด่าแต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันดี....แล้วมันก็น่าเจ็บใจที่เขาดันใส่ได้พอดีเป๊ะ อย่างที่มันบอกจริงๆ

“ ลุกขึ้นมาทำแผลเถอะ”       ใบหน้าคมหันมายิ้มแย้มให้อย่างที่ไม่ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะโมโหจนหน้าหงิกหน้างอ

“ ยังมีเลือดซึมออกมาอีกนะเนี่ย นายอย่าเพิ่งขยับตัวมานักล่ะ”

“ ก็แกนั่นแหละ ที่ใช้ให้ชั้นไปคนหม้อโง่ๆนั่น!

“ อ๋า...ฮะฮะฮะ....เอาละ เรียบร้อย”       มือใหญ่พันผ้าพันแผลไปรอบลำตัวบางหลังจากโปะสมุนไพรบดละเอียดตัวใหม่ลงไป วันนี้ใบหน้าใสเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย แก้มที่เคยซีดเซียวเริ่มอมชมพู ริมฝีปากอิ่มก็แดงระเรื่อ

“ เดี๋ยวฉันเอาข้าวมาให้ที่นี่แล้วกันนะ”         ร่างสูงกลับเข้ามาอีกทีพร้อมถาดอาหาร เจ้านกนางแอ่นโผจากไหล่หนามาที่ไหล่บางราวกับจะบอกว่ามันจะคอยอยู่ดูคนป่วยไม่ยอมกินข้าวเอง

ร่างบอบบางนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับเคี้ยวข้าวไปพรางเหม่อมองออกไปข้างนอกไปพราง

มองเห็นร่างสูงกำลังหิ้วถังน้ำเข้าไปในประภาคารพร้อมกับเจ้าหมาตัวใหญ่....สองตัวนั่นกำลังจะไปไหนกัน?

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ร่างบางลุกขึ้นไปแอบดูอยู่ที่หลังหน้าต่าง เห็นเงาวูบไหวของหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวกำลังวิ่งขึ้นไปตามบันไดวนของประภาคาร ช่องเจาะที่วนขนานไปกับบันไดทำให้เห็นใบหน้ายิ้มร่าของทั้งคนทั้งหมา ไม้ถูพื้นและไม้กวาดอยู่ในมือของหมอนั่น หลังจากไล่สายตาตามไปในที่สุดร่างสูงก็ไปโผล่อยู่ที่จุดสูงสุดของประภาคารตามคาด

“ อย่าไปย่ำตรงที่ถูแล้วสิจิโร่!”       น้ำเสียงสดใสดังแว่วลงมาจากยอดประภาคาร หัวสีดำผลุบๆโผล่ๆอยู่ที่ระเบียงที่ล้อมเป็นวงกลมตามผังของตัวอาคาร

“ ฮะ ฮะ ฮะ”      แม้แต่กับหมา ไอ้บ้านั่นก็หัวเราะได้....มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ มันต้องสติไม่ดีแน่ๆ

แต่ที่น่าแปลกใจคือตัวเขาเอง ที่ดันเผลอยิ้มไปกับเสียงหัวเราะของคนสติไม่ดีคนนั้น

“ โกคุเดร้า...”

“ เอ๊ะ?!”       เหมือนจะได้ยินเสียงหมอนั่นเรียกเขา

“ โกคุเดร้า....ทางนี้ๆ”        แล้วก็เป็นร่างบางที่ต้องหันซ้ายหันขวามองรอบตัว ....เขามายืนอยู่ตรงหน้าบานหน้าต่างได้ไง? หมอนั่นเลยรู้เลยสินะว่าเขาแอบดูอยู่

“ ฮึ!”       ใบหน้าสวยบูดบึ้งขึ้นมาทันทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปแล่บลิ้นให้คนที่อยู่ข้างบนแล้วรีบสะบัดตัวกลับเข้ามายืนอยู่กลางห้อง สองมือยกขึ้นมากุมใบหน้าที่ร้อนผ่าว....บ้าๆๆ น่าอายชะมัด...นี่หมอนั่นเห็นตอนที่เขาเผลอยิ้มด้วยหรือเปล่าเนี่ย...

ได้ยินเสียงวิ่งตึงตังลงมาจากยอดของประภาคาร ไม่นานร่างสูงก็มาปรากฏตัวอยู่นอกหน้าต่างของห้องนอน

“ โกคุเดระขึ้นไปข้างบนกัน!”       

“ เอ๊ะ?”       แล้วก็ยังไม่ทันที่ร่างบางจะหายสงสัย ร่างสูงก็เอื้อมมือผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาดึงให้คนที่ยังงงๆนั่งลงไปที่ขอบหน้าต่าง ก่อนที่อ้อมแขนของคนที่อยู่ข้างล่างจะโอบอุ้มร่างบางลงไป

“ จะ...พาฉันไปไหน?”       ใบหน้าสวยได้แต่มึนงง เงยมองหน้าคนที่อุ้มตนอยู่อย่างที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ ก็ข้างบนนั้นไง”      ใบหน้าคมก้มลงมายิ้มให้ ร่างบอบบางนี่เบาอย่างที่คิดจริงๆ เพราะงั้นจึงไม่เป็นปัญหาอะไรเลยที่เขาจะอุ้มขึ้นไปถึงบนนั้น ขายาวก้าวออกไปทันที

“ ปล่อยชั้นลงนะ! ชั้นเดินเองได้แล้วก็ไม่เห็นจะอยากขึ้นไปบนนั้นซักหน่อย”      คนปากไม่ตรงกับใจเริ่มโวยวาย

“ ได้ไงล่ะ แผลนายยังปริอยู่นะ เดินขึ้นไปเองไม่ได้หรอก ฉันเห็นนายยืนมองตาละห้อยเลยลงมารับไง บนนั้นสวยมากเลยนะ”

“ ไอ้บ้า! ใครยืนมองตาละห้อยกัน?! ชั้นยืนแช่งให้แกตกลงมาอยู่ต่างหาก!”       แต่ใบหน้าคมก็ได้แต่หัวเราะรับปากคอเราะร้ายนั่น

ขายาวก้าวแทบเป็นกระโดดไปตามขั้นบันไดหิน แสงที่ลอดผ่านช่องเจาะเข้ามาเป็นจังหวะสวยงามทำให้นัยน์ตาสีมรกตเผลอมองอย่างหลงใหล และความมืดสลัวค่อยๆสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆเมื่อบันไดใกล้จะสิ้นสุดลง และเมื่อมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายนัยน์ตาสีมรกตก็ต้องเบิกกว้าง

ทะเลสีครามกว้างไกลไปจรดกับท้องฟ้าใส รอบๆกายมีเพียงสีฟ้าราวกับว่าเขากำลังโบยบินเหมือนดั่งนกอยู่ในโลกกว้าง

ร่างบางถูกวางเอาไว้ใกล้ๆกับระเบียง นัยน์ตาสีมรกตที่เคยหมองมัวบัดนี้กลับมีประกายสดใสไม่แพ้แสงระยิบระยับจากท้องน้ำ ใบหน้าที่เคยอมทุกข์กลับมีชีวิตชีวา

แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่เฝ้าประคบประหงมบ่มรักษาให้ลมหายใจนั้นยังดำเนินต่อไป แค่ได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆนั่นมันก็ทำให้ร่างสูงหายเหนื่อย

“ นายนั่งอยู่ตรงนั้นไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะถูที่นี่ต่อ”      ใบหน้าสวยเพียงพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีมรกตยังคงเหม่อมองท้องทะเลอย่างหลงใหล และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่นาทีกี่ชั่วโมง ดวงตาคู่สวยก็ยังคงมองไปที่เดิมไม่รู้เบื่อ

“ ลงไปข้างล่างกันเถอะ ข้างบนนี้ตอนบ่ายจะลมแรง”        ร่างบางคงไม่ได้รู้ตัวเลยสินะ ว่านี่มันจะเข้าช่วงบ่ายแล้ว ใบหน้าสวยถึงได้หันมามองเขาอย่างเสียดาย สองแขนสีแทนอุ้มลำตัวบางขึ้นอีกครั้ง

แต่ว่าเป้าหมายกลับไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังน้อย...

ขายาวก้าวผ่านประตูบ้านไป ทำให้ร่างบางได้แต่ทำหน้าสงสัย....จะพาเขาไปไหนอีกล่ะ?

คงไม่ได้จะโดดลงไปในทะเลแบบเมื่อวานหรอกนะ? ลำแขนบางเผลอโอบรอบคอคนที่อุ้มตนอยู่อย่างหวาดๆ ร่างสูงเดินลัดเลาะไปตามทิวเขาของแหลม ทางเดินปูด้วยหินถูกซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบที่แทบจะมองไม่เห็น ผนังสองฝั่งของทางเดินเป็นหินมีตะใคร่ขึ้นเพราะข้างบนนั้นเปิดโล่ง ราวกับว่าผ่าภูเขาหินลูกนี้เพื่อจะเอามาทำทางเดินลงไปข้างล่างโดยเฉพาะ เพราะมันค่อยๆลาดลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดทางเดินก็ลอดเข้าไปในถ้ำที่มีเพียงแสงสลัวๆ

อาคารอะไรบางอย่างตั้งอยู่ที่ปากถ้ำ มันเป็นแค่อาคารไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆที่ดูไม่มีความสำคัญ แต่กระนั้นร่างสูงก็ชี้ให้ร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนดู

“ ในนั้นมีเครื่องปั่นไฟสำรองอยู่”       ใบหน้าสวยเงยมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ ในเมื่อตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนแหลมแห่งนี้มีไฟฟ้าด้วย พอมืดขึ้นมาก็มีเพียงแสงจากตะเกียงเท่านั้นที่ให้ความสว่างไสว

“ เอาไว้ใช้ในคืนที่มีพายุเข้าน่ะ...ถ้าพายุเข้าตะเกียงบนประภาคารก็จะใช้ไม่ได้เราจึงต้องใช้เจ้าเครื่องนี่เพื่อปั่นไฟฟ้าแล้วใช้เป็นหลอดไฟแทน”      ร่างสูงอธิบายในขณะที่พาร่างบางลอดผ่านเข้าไปในถ้ำที่มีระยะสั้นๆ แสงสว่างจากปากถ้ำอีกทางส่องเข้ามาพร้อมเสียงซ่า ซ่า ที่ได้ยินชัดขึ้นเรื่อยๆ

“ ส่วนตรงนี้คือเครื่องกรองน้ำกับปั๊มน้ำ มันจะเปลี่ยนจากน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดแล้วส่งต่อไปให้เราใช้กันไงล่ะ มันทำงานด้วยไอน้ำ เพราะงั้นฉันเลยต้องมาเติมฟืนให้มันบ่อยๆ”       มีอาคารหน้าตาเหมือนกันตั้งอยู่ที่ปากถ้ำอีกทาง

“ ส่วนทางเดินที่ฉันพานายมานี่...ความจริงฉันไม่ค่อยได้ใช้หรอก ฉันชอบโดดลงมาจากตรงหน้าผามากกว่า มันเร็วดี...ทางนี้ก็ส่วนใหญ่เอาไว้ขนของ เพราะมันเชื่อมต่อระหว่างข้างบนลงไปจนถึงอ่าวเล็กๆที่จอดเรือน่ะ....นั่นไง”      ใบหน้าคมพยักเพยิดให้ใบหน้าสวยหันไปดูเรือขนาดกลางที่ลอยไปลอยมาอยู่ในอ่าวแห่งเดียวของแหลมแห่งนี้....มันเป็นที่เดียวที่มีหาดทราย...

“ ฉันเจอนายอยู่ที่โขดหินท้ายเรือนั่นแหละ”      นัยน์ตาสีมรกตวูบไหว ราวกับไม่อยากจะนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

ร่างบอบบางถูกวางลงที่พื้นทราย ก่อนที่คลื่นน้อยๆจะสาดซัดให้ข้อเท้าเปียก นัยน์ตาสีมรกตไม่มีเวลาที่จะเศร้าหมองเพราะมันต้องจับจ้องไปที่ภาพตรงหน้า ความงดงามของน้ำใสๆที่อยู่ใกล้นั้นไม่ได้แพ้สีครามที่มองลงมาจากข้างบนเลยแม้แต่น้อย

ร่างบางลุกขึ้นยืนช้าๆก่อนจะเดินเหม่อลอยลงไปใกล้ชายน้ำ ใบหน้าสวยเผลอยิ้มเมื่อคลื่นซัดมาโดนข้อเท้า ลำตัวบางก้มลงไปเพื่อให้มือสัมผัสกับน้ำใสเย็นสบาย มืออีกข้างยกขึ้นมาทัดปอยผมสีเงินเอาไว้กับใบหู โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่ามีสายตาของอีกคนเฝ้ามองอยู่



ขาวสะอาด สว่างไสวเป็นประกายสดสวย ด้วยนามของอัญมณีแห่งท้องทะเล

โกคุเดระ....นายคือไข่มุก...อัญมณีล้ำค่า.....สำหรับฉัน...








อาทิตย์ที่สองของการอยู่ที่นี่กำลังจะหมดลง บาดแผลที่หน้าท้องแบนราบสมานตัวจนเกือบจะหายสนิท ใบหน้าสวยละจากท้องของตัวเองออกไปที่นอกหน้าต่างตามเสียงหัวเราะของร่างสูงที่วิ่งไปมาอยู่บนผืนดินที่มีอยู่น้อยนิดบนแหลมแห่งนี้

การที่ต้องมาอาศัยอยู่บนแหลมที่ไม่ต่างไปจากการติดเกาะแคบๆซึ่งดูๆไปแล้วไม่น่าจะมีอะไรให้ทำแต่ไอ้บ้านั่นก็สรรหาอะไรมาทำอยู่ได้ทุกวันจนคนที่ตามแอบดูอย่างเขาไม่รู้สึกเบื่อ จะว่าไปความรู้สึกว่าอยากตายๆไปซะก็ไม่รู้ว่ามันหายไปจากในหัวใจของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ และตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นอนเฝ้ารอให้เช้าวันใหม่มาถึง

จากความมืดที่คุ้นเคย จากที่ถูกขังจนเป็นเรื่องปกติ บัดนี้มีทั้งอิสระและแสงสว่างจ้าที่คอยนำพาให้เจอแต่เรื่องที่น่าสนใจ

จนเขาแทบจะลืมไปเลย....อดีตที่ตัวเองหนีมา....

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเอาไว้ให้นานๆ....ก่อนที่สิ่งที่เขาทำเอาไว้ จะย้อนกลับมาดึงเขากลับไปในสักวันหนึ่ง

ซึ่งเขาเชื่อ....ว่าเขาจะไม่มีวันหนีมันพ้น

“ โกคุเดระ ช่วยดูมันหน่อยสิ มันขึ้นอยู่ที่ข้างแปลงผัก แต่คงให้อยู่ตรงนั้นไม่ได้น่ะ”      ใบหน้าคมโผล่มาที่นอกหน้าต่างพร้อมกับกระถางต้นไม้กระถางหนึ่ง

“ อะไร?”       แต่ว่าต่อให้ญาติดีกันแค่ไหน พอได้เห็นใบหน้าแย้มบานของหมอนี่มันก็อดที่จะแยกเขี้ยวใส่ไม่ได้...ต้องยอมรับว่าเขาเสียความเยือกเย็นทุกครั้งที่อยู่กับหมอนี่

“ ทานตะวัน ไม่รู้ว่ามาขึ้นอยู่แถวนี้ได้ไง?”     มือบางรับกระถางมา ก่อนจะมองลงไปที่ต้นไม้ต้นน้อยด้วยดวงตาอ่อนโยน

ร่างสูงลอบยิ้มก่อนจะเดินออกมาด้วยดวงตาอบอุ่น....ไม่เสียแรง...ที่เขาเฝ้าเพาะเจ้าทานตะวันต้นนั้นขึ้นมาละนะ

แล้วทุกๆวันหลังจากนั้น สิ่งแรกที่ร่างบางจะทำหลังจากที่นัยน์ตาสีมรกตลืมขึ้นมาก็คือการรดน้ำทานตะวันในกระถางที่วางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง

จากต้นเล็กๆค่อยๆเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว

“ นี่มัน...กำลังออกดอกไม่ใช่หรอเนี่ย?”       น้ำเสียงเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ ใบหน้าสวยหันไปยิ้มให้นกนางแอ่นตัวน้อยที่เกาะอยู่ที่หน้าต่าง

“ เจ้านายของแกอยู่ไหนล่ะ? ถึงจะไม่จำเป็นแต่ฉันก็ควรจะบอกหมอนั่นซักหน่อย”       ใบหน้าสวยยิ้มภาคภูมิใจเงยหน้าขึ้นมาจากกระถางต้นไม้เพื่อมองหาใครอีกคน ที่ถ้าเป็นปกติเวลาแบบนี้คงวิ่งหัวเราะเหมือนคนบ้าอยู่แถวๆลานซักผ้าไม่ก็ยอดประภาคาร แต่วันนี้กลับมีแต่ความเงียบ

ไปไหนกันหมดนะ? ทั้งคนทั้งหมา....

ร่างบางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างกังวลน้อยๆ ทุกๆวันท้องฟ้าจะสดใส แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ ในเมื่อตอนนี้มีเมฆเคลื่อนตัวอยู่เต็มท้องฟ้าพาให้ดูมืดครึ้ม

ได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน ร่างบางจึงวิ่งออกมาจากห้องนอน ก่อนจะพบคนที่เขามองหามาตั้งแต่เช้าในสภาพรีบร้อน

“ มีอะไรหรือเปล่า?”     ร่างบางถามในขณะที่ร่างสูงสะบัดเสื้อกันฝนก่อนจะคลุมลงไปบนตัวแล้วเตรียมจะเดินออกไป

“ พายุจะเข้าน่ะ ฉันต้องไปเปลี่ยนไฟบนประภาคารกับลงไปปักหลักกั้นเรือ นายอยู่นี่นะโกคุเดระ จิโร่ด้วย”       ใบหน้าคมยังคงสบายๆถึงแม้จะตรงข้ามกับท่าทางอยู่ไม่ใช่น้อย เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างบางที่ได้แต่ยืนมองตามออกไปด้วยสายตากังวล

พายุเข้างั้นหรอ....

เสียงกึกๆของลมที่ปะทะเข้ามาที่หน้าต่างทำให้ร่างบางที่ยืนอยู่ในบ้านคนเดียวเริ่มลุกลี้ลุกลน ขาเรียววิ่งวนไปทั่วบ้านเพื่อปิดหน้าต่างประตูให้เรียบร้อย ถึงจะไม่ค่อยมั่นใจว่าบ้านไม้สีขาวหลังนี้จะทนแรงพายุได้แค่ไหน แต่มันก็ตั้งอยู่นี่มาเป็นสิบปี คงจะไม่เป็นไรมั้ง

“ อ๊ะ....ทานตะวัน...”       ร่างบางวิ่งกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองก่อนจะเปิดหน้าต่างออกอีกครั้ง ลมแรงพัดพาละอองฝนเข้ามาปะทะใบหน้าสวยจนต้องหรี่ตา มือคว้ากระถางทานตะวันที่วางอยู่นอกหน้าต่างเข้ามาไว้ในบ้านได้สำเร็จ ก่อนที่แขนบางจะดึงหน้าต่างต้านกับแรงของลมพายุจนมันกลับมาปิดลงอีกครั้ง

“ เฮ้อ....”       มือบางลูบใบหน้าที่มีเม็ดฝนเกาะพราว สายตามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งแทบจะมองไม่เห็นอะไร ทั้งบรรยากาศที่มืดครึ้ม ทั้งเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาจนกระจกของหน้าต่างนั้นสั่นไหว ในใจนึกเป็นห่วงคนที่ต้องวิ่งลงไปที่อ่าวเพื่อผูกเรือให้แน่น

“ เจ้านายของพวกแก...จะเป็นไงมั่งนะ....”       นัยน์ตาสีมรกตเหม่อมองออกไปยังความมืดในขณะที่มีเจ้านกนางแอ่นเกาะอยู่ที่ไหล่

“ หงิง...”      เสียงของเจ้าหมาที่ยืนอยู่ข้างๆราวกับกำลังปลอบใจ มือบางลูบหัวมันอย่างเอ็นดู

“ ออกไปรอที่ห้องนั่งเล่นกันเถอะ”        ใบหน้าสวยเงยขึ้นไปมองที่ยอดประภาคาร บัดนี้มีแสงไฟสว่างไสวอยู่บนนั้น อย่างน้อยหมอนั่นก็ทำสำเร็จไปเรื่องนึงแล้วละ

ไฟในเตาผิงถูกจุดขึ้น มือบางโยนท่อนฟืนเข้าไป....หมอนั่นคงจะกลับมาพร้อมกับร่างกายที่เย็นเฉียบเลยแน่ๆ เพราะงั้น.....

ใบหน้าสวยจู่ๆก็ร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่....ทั้งผ้าขนหนูที่เตรียมเอาไว้ ทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ ทั้งกองไฟที่จะให้ความอบอุ่น....เขากำลังเป็นห่วงหมอนั่น และกำลังทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อหมอนั่น...นี่ตัวเขาเป็นอะไรไปแล้วกันเนี่ย?

“ พวกแกก็มานั่งรอตรงนี้สิ....จิโร่?...”       ร่างบางสะบัดหน้าไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันไปเรียกเจ้าหมาตัวใหญ่ที่อยู่ๆมันก็เดินไปนั่งจ้องอยู่ที่ประตูหน้าอย่างไม่มีสาเหตุ

“ มีอะไรหรอ?”     ร่างบางลุกขึ้นไปหามันที่ประตู พยายามเพ่งมองไปในความมืดด้านนอกผ่านกระจกที่มีแต่เม็ดฝนกระทบเปาะแปะ

“ โฮ่ง! โฮ่งๆ”      เจ้าหมาตะกายขาหน้าลงไปที่ประตูเหมือนพยายามจะบอกอะไร นัยน์ตาสีมรกตไล่มองไปรอบๆแต่ก็มีเพียงความมืด

“ เอ๊ะ?!”      และเพราะว่ามันมีแต่ความมืดนั่นแหละ จึงทำให้เห็นได้ว่า แสงไฟที่มาจากยอดของประภาคารนั้นมีอาการแปลกๆไป มันไม่นิ่งอย่างที่ควรจะเป็น จะว่าเป็นเพราะลมก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะตอนนี้ร่างสูงคงจะเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสำรองแทนตะเกียงน้ำมันแล้ว ยิ่งนานเข้าไฟก็ยิ่งกระพริบติดๆดับๆ

หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องปั่นไฟสำรอง?

ร่างบางหันไปหันมารอบๆตัวอย่างไม่รู้จะทำยังไง จะรอให้หมอนั่นกลับมาก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน และถึงเขาจะไม่ใช่คนเดินเรือ...ขนาดอยู่ในบ้านที่ปลอดภัยยังรู้สึกได้เลยว่าพายุและท้องทะเลข้างนอกนั้นน่ากลัว ถ้าหากแสงไฟนำทางหายไปคนพวกนั้นคงสิ้นหวังแน่ๆ

ร่างบางตัดสินใจค้นหาเสื้อกันฝนกับตะเกียงน้ำมันในลิ้นชักที่เห็นร่างสูงหยิบออกมา แล้วสายตายังมองเห็นผ้าใบผืนใหญ่จึงหยิบมันออกมาด้วย

“ จิโร่...แกอยู่นี่แหละ...รอหมอนั่นกลับมานะ...รู้ไหม”       ใบหน้าสวยหันไปสั่งเจ้าหมาที่ร้องหงิงๆ เสื้อกันฝนถูกสวมทับชุดนอนกระโปรงของแม่ที่ใส่อยู่จนกลายเป็นชุดปกติไปแล้ว

“ จิ๊บๆ”     เจ้านกนางแอ่นบินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าตู้รองเท้า ให้ร่างบางสงสัยก่อนจะก้มลงไปเปิดแล้วก็พบกับรองเท้าบูทชาวสวนสูงถึงหัวเข่า

“ ขอบใจนะ โคจิโร่”     รอยยิ้มถูกส่งไปให้ ก่อนที่ร่างบางจะหันกลับมายืนประจันหน้ากับประตูที่ยังมีเสียงกึกๆของการต่อต้านลมพายุไม่ได้หยุดหย่อน นัยน์ตาสีมรกตฉายแววแข็งกร้าวก่อนจะเปิดประตูออกไป

“ อุ...”       ข้างนอกนั้นโหดร้ายอย่างที่คิด ทั้งลมทั้งเม็ดฝนหนาทึบกำลังกระหน่ำลงมายังร่างบางที่พยายามเดินไปตามสันเขาอย่างเชื่องช้า สองแขนปกป้องผ้าใบและตะเกียงน้ำมัน ถึงแม้ว่าลำตัวบางแทบจะถูกพัดปลิวไปกับสายลมอำมหิตแต่ดวงตาที่มุ่งมั่นก็ยังไม่สั่นคลอน

จะให้แสงไฟบนประภาคารดับลงไม่ได้...

เพราะมันนำทางให้กับเรือไม่ให้อับปาง...

แสงสว่างนั้นจะต้องคงอยู่ตลอดไป...

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องปกป้องมัน เพราะนั่นคือการช่วยหมอนั่นอีกทาง...

เพราะหมอนั่นก็เป็นแสงสว่างสำหรับเขา ที่อยากจะให้คงอยู่ต่อไปเช่นกัน...

“ อื้อ”      เสียงครางน้อยๆลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม นัยน์ตาสีมรกตกวาดมองหาทางเดินหินที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบ ทั้งเสียงหวีดหวิวของลมพายุ ทั้งสายฝนที่เทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งจนร่างบางได้แต่ตัวสั่นน้อยๆ ใบหน้าสวยหันไปหันมาก่อนจะพบซากของอะไรบางอย่างกองอยู่ที่พื้น

“ นี่มัน...หลังคาของอาคารเครื่องปั่นไฟ?”      ซากหลังคาสังกะสีกำลังกระพือขึ้นลง อยู่ที่พื้น ที่มันยังไม่หลุดลอยไปไกลเพราะว่าติดซอกหินอยู่นั่นเอง

“ ตายละ...ถ้าหลังคามาอยู่นี่ แล้วเครื่องปั่นไฟไม่เปียกหมดแล้วหรอเนี่ย?”     ใบหน้าสวยพูดออกมาอย่างหวาดผวา ใบหน้าได้แต่หันไปหันมาอย่างร้อนลน จนในที่สุดก็มองหาทางเดินหินที่ซ่อนอยู่ในความมืดเจอ

เสียงย่ำน้ำที่เริ่มไหลลงไปตามทางเดินดังคละเคล้าไปกับเสียงเม็ดฝน ทางเดินที่ลาดลงยิ่งลื่นขึ้นเป็นเท่าตัวทำให้ร่างบางจำต้องเดินให้ช้าลงเพื่อไม่ให้หกล้มจนตะเกียงดับไปเสียก่อน ทั้งๆที่ใจอยากจะไปให้ถึงปากถ้ำทางลอดให้เร็วที่สุดแท้ๆ

รอบกายมีแต่ความมืดถึงแม้จะไม่วังเวงแต่พายุบ้าคลั่งก็ทำให้รู้ว่าธรรมชาตินั้นมีพลังรุนแรงแค่ไหน ใบหน้าสวยได้แต่ก้มงุดแล้วใช้เพียงแสงน้อยนิดนำทางไปจนมองเห็นปากถ้ำอยู่ไกลๆ อาคารที่ตั้งอยู่ข้างๆไม่มีหลังคาแล้วอย่างที่คาด

ร่างบางหันไปหันมาอย่างที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง หลังจากเหยียบเข้าไปในอาคารเล็กๆได้สำเร็จ เขามาถึงนี่ได้แล้วก็จริงแต่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องปั่นไฟเลยแม้แต่น้อย แรงสั่นสะเทือนทำให้รู้ว่ามันยังทำงานอยู่ แต่ว่ามีอะไรเสียหายแค่ไหนเขาก็ดูไม่เป็น....เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไร้ประโยชน์ก็คราวนี้เอง

“ ทำไงดีเนี่ย....”       ได้แต่ครางออกมาอย่างสิ้นหวัง....ก้มลงมองผ้าใบในมือ...ไอ้นี่อาจจะช่วยกันฝนได้บางซักหน่อยก็ยังดี

สายตาแลหาว่าจะผูกมันยังไงดี และแล้วก็เห็นท่อนเหล็กสี่อันวางอยู่ข้างๆฐานเครื่องปั่นไฟ มือบางค่อยๆวางตะเกียงน้ำมันลงที่หน้าประตู สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อนจนใบหน้าสวยนั้นเปียกปอนไปหมด

มือบางหยิบท่อนเหล็กก่อนจะพยายามใช้น้ำหนักทั้งหมดกดมันลงไปที่พื้นดิน จากนั้นก็เอามุมของผ้าใบมาเกี่ยวเอาไว้ เสียงลมหวีดหวิวหนักหน่วงมากขึ้น ดูเหมือนเขาต้องเร่งมือแล้วเพราะฝนเริ่มตกหนักขึ้นจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร

ร่างบางย้ายไปที่อีกมุมหนึ่งของเครื่องปั่นไฟ ลากผ้าใบคลุมมันอย่างยากลำบากเพราะลมก็คอยจะพัดไปอีกทาง มือกดแท่งเหล็กลงไปในพื้นดินก่อนจะเกี่ยวมุมที่สองของผ้าใบจนสำเร็จ

“ แฮ่ก แฮ่ก....”      เล่นเอาหอบเลยแหะ....มือเปรอะเปื้อนไปด้วยฝนและดินโคลนยกขึ้นลูบหยาดน้ำบนใบหน้าก่อนที่สายตามุ่งมั่นจะหันไปที่มุมที่สาม ขาเรียวก้าวไปพร้อมกับชายอีกข้างของผ้าใบที่ยังคงถูกลมพัดกระพือตลอดเวลา

“ อยู่นิ่งๆหน่อยสิ...”      ความจริงไม่ใช่วิสัยของเขาที่จะพูดกับตัวเอง แต่ทว่าเวลาแบบนี้ความมืดและความกลัวทำให้ไม่อาจทนอยู่อย่างเงียบๆได้ มือกดแท่งเหล็กท่อนที่สามลงไปและเอาชายผ้าใบเกี่ยวจนเสร็จ

“ เหลืออีกอันเดียว....”      นัยน์ตาสีมรกตมองตรงไปที่มุมใกล้ประตู และในขณะที่ขากำลังจะก้าวไปถึง


เปรี้ยง!!!!


จู่ๆสายฟ้าก็ฟาดดังสนั่น ร่างบอบบางก้มลงปิดหูเอาไว้อย่างตกใจกลัว แขนจึงไปโดนตะเกียงน้ำมันก่อนที่แสงไฟเพียงดวงเดียวจะค่อยๆกลิ้งลงไปตามทางเดินหินไปต่อหน้าต่อตา สายน้ำที่ไหลลงมาตามทางเดินทำให้ไฟดับวูบทันที

“ ไม่นะ....”       ดวงตาคู่สวยสั่นพร่าราวกับว่าน้ำตามันกำลังจะรื้นขึ้นมา รอบกายตอนนี้มืดสนิท แต่ลมพายุที่พัดอยู่รอบๆก็ยังรุนแรงไม่ได้หยุด ใบหน้าสวยหันไปมองเงาดำๆของผ้าใบก่อนจะรวบรวมแรงใจที่เหลืออยู่น้อยนิดแล้วดึงมันขึ้นมา

เคร้ง....

เสียงท่อนเหล็กกลิ้งไปทางไหนสักแห่ง แต่ตอนนี้ร่างบางไม่สามารถจะมองเห็นอะไรได้อีก...ทำไงดี....มีแต่คำคำนี้ที่ลอยวนเวียนอยู่ในหัว และไม่ว่าจะคิดยังไงก็ยังหาทางแก้ไขไม่ได้ ร่างบางจึงได้แต่ยืนจับมุมผ้าใบเอาไว้แบบนั้น

“ ฮึก....”      น้ำตามันไหลลงมาเองทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะร้องไห้ แต่ร่างกายก็เป็นไปตามสัญชาติญาณ ที่ตอนนี้ทั้งกลัวทั้งไม่รู้จะทำยังไง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นอะไร จะร้องเรียกใครก็โดนเสียงฝนกลบจนหมด มือบางยกขึ้นปาดน้ำตา...ทำไมใบหน้าของหมอนั่นถึงลอยมาเต็มไปหมด....เขากลัว...เขาอยากเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของหมอนั่น...อยากให้มือที่อบอุ่นคู่นั้นยื่นเข้ามาช่วย...

“ ...ยามาโมโตะ....”        ถึงจะรู้ว่าเรียกไปอีกฝ่ายก็ไม่อาจจะได้ยิน แต่สมองก็ไม่อาจห้ามริมฝีปากได้

“ แกอยู่ไหน....ฮึก....”       

เปรี้ยง!!!

เสียงฟ้าร้องยิ่งทำให้ร่างกายที่เย็นเฉียบสั่นสะท้านเข้าไปใหญ่ มือที่จับผ้าใบอยู่ถึงกับสั่นระริก ความมืดทำให้รู้สึกสิ้นหวัง ร่างบางนั่งลงไปกับพื้นดินก่อนจะกอดเข่าเอาไว้ มือพยายามยื้อยุดผ้าใบไม่ให้ลมหอบไป ต่อให้ต้องนั่งร้องไห้อยู่แบบนี้ทั้งคืน เขาก็จะทำให้สำเร็จ

ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาตามสายลมที่โหมกระหน่ำ เขาคิดว่าหูเขาคงจะแว่วไปเองเพราะความกลัว

ถึงได้ยินชื่อของเขาเคล้ามากับเสียงของสายลมนั่น...

“ โกคุเดระ!!!!”   

“ โกคุเดระ!!

เอ๋?...ไม่ใช่นี่?...ใบหน้าสวยเงยขึ้นจากหัวเข่า เสียงเรียกชื่อเขามันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาสีมรกตเหม่อมองออกไปในความมืดก่อนที่มันจะค่อยๆเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแสงไฟจากตะเกียงที่กำลังใกล้เข้ามาฉายให้เห็นเงาของคนที่เขาเฝ้าร้องเรียกอยู่ในใจกำลังวิ่งลงมาตามทางเดิน

“ โกคุเดระ!”        ร่างสูงที่มีสีหน้าร้อนลนอย่างที่อีกคนไม่เคยเห็นมาก่อนวิ่งลงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า แล้วอ้อมแขนก็คว้าลำตัวบางเขาไปกอดเอาไว้ให้นัยน์ตาสีมรกตได้แต่เบิกกว้างเข้าไปใหญ่

“ นายไม่เป็นไรใช่ไหม...ดีจริงๆ...โกคุเดระ...ขอบคุณจริงๆที่นายยังปลอดภัย....”       ใบหน้าคมแนบอยู่ที่หัวไหล่บาง ถ้อยคำพร่ำกระซิบนั้นเหมือนจะพูดกับตัวเองซะมากกว่า แต่ทว่า...แค่ได้อยู่ในอ้อมแขนคู่นั้นมันก็ทำให้ความหวาดกลัวทั้งหมดที่ร่างบางมี มลายหายไปจนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะเคยเกิดขึ้น

“ ยามา...โมโตะ...”      สองแขนบางกอดตอบไปที่แผ่นหลังกว้างทั้งๆที่ผ้าใบก็ยังอยู่ในมือ เนื้อตัวที่สั่นระริกโดนความอบอุ่นโอบกอดให้กลับมาเป็นปกติ ใบหน้าสวยซุกลงไปที่แผ่นอกกว้าง หยาดน้ำตาก็หายไปเพียงแค่ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจจากแผงอกนั่น

“ ขอโทษนะ...โกคุเดระ...ที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว กลัวมากไหม...ฉันขอโทษจริงๆ.....”       ร่างสูงพร่ำกล่าวขอโทษทั้งๆที่ยังไม่ละออกมาจากร่างบาง ใบหน้าที่ซุกอยู่ทีแผงอกได้แต่ส่ายไปมา ก่อนที่ร่างบางจะเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากัน

“ ไม่เป็นไร....ฉันอยากช่วย...”       มือใหญ่ยกขึ้นมาลูบหัวสีเงินที่เปียกลู่อย่างปลอบโยน

“ อะ เอ่อ...แก...ดูเครื่องปั่นไฟสิ....”      ร่างบางผละออกมาจากแผงอกอบอุ่นอย่างเขินอาย ก่อนจะให้อีกฝ่ายดูเครื่องปั่นไฟสำรองว่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า

ร่างสูงยิ้มให้ก่อนจะก้มลงไปหยิบท่อนเหล็กมาปักแล้วย้ายชายผ้าใบในมือบางมาเกี่ยวเอาไว้ ใบหน้าคมก้มลงไปดูเครื่องปั่นไฟที่อยู่ใต้ผ้าใบ มือใหญ่ยื่นเข้าไปหมุนอะไรบางอย่างแล้วผ้าสะอาดที่อยู่ในอกเสื้อก็ถูกนำออกมาเช็ดส่วนที่เปียกฝน

“ ขอบใจนายจริงๆโกคุเดระ เพราะถ้ามันเปียกมากไปกว่านี้ละก็ คงได้พังจริงๆแน่”      ใบหน้าคมหันมาบอกทำให้อีกคนที่ยืนลุ้นอยู่ข้างหลัง เผลอยิ้มออกมา เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่คนอย่างเขาพอจะมีประโยชน์บ้าง

“ แค่นี้คงพอกันอยู่ได้แล้วละคืนนี้”      หลังจากช่วยกันทำผ้าใบให้ดูแข็งแรงพอ ร่างสูงก็มายืนปาดน้ำฝนบนใบหน้าอยู่ไม่ห่างจากเครื่องปั่นไฟ

“ นี่...จะกลับขึ้นไปได้หรอ?....”       ร่างบางซึ่งกอดตะเกียงน้ำมันเอาไว้เอ่ยอย่างกังวลเมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่ดูเหมือนว่าทั้งลมพายุทั้งสายฝนจะกระหน่ำลงมาหนักกว่าเดิม อีกทั้งสายฟ้าก็ผ่าฟาดลงมาไม่ได้หยุด น้ำที่ไหลลงมาตามทางเดินก็สูงจนจะถึงครึ่งหน้าแข้งอยู่แล้ว ขนาดตอนที่เดินลงมาน้ำแค่ไม่ถึงห้าเซ็นต์ยังเดินลำบาก แล้วนี่จะขึ้นไปทั้งๆที่น้ำสูงขนาดนี้...

“ คงต้องหลบอยู่ในถ้ำทางลอดนั่นก่อน รอไว้ให้ฝนเบากว่านี้แล้วค่อยขึ้นกัน”      ร่างสูงเอ่ยบอกก่อนจะจับมือบางที่เย็นเฉียบด้วยสายฝนเอาไว้ ก่อนจะพาเข้าไปในถ้ำ ผนังหินนั้นช่วยกันทั้งลมพายุทั้งสายฝน จะมีก็แต่น้ำที่ไหลลงมาตามทางเดินที่ลอดผ่านถ้ำไปก็เท่านั้น

“ แถวปากถ้ำอีกฝั่งจะมีแง่งหินยื่นออกมา เราขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้นได้”       มือใหญ่ยกตะเกียงน้ำมันขึ้นส่องทาง ส่วนมืออีกข้างก็ยังคงจับมือบางเอาไว้ เดินไปไม่นานก็มองเห็นแง่งหินที่ว่า มันใหญ่พอที่จะให้คนสองคนขึ้นไปนั่งได้อย่างสบายๆและน้ำที่ไหลลงมาตามทางเดินก็ท่วมไม่ถึงด้วย

“ ถอดเสื้อกันฝนออกก่อนแล้วกัน”      เสื้อกันฝนสองตัวถูกพาดตากเอาไว้ และด้วยพื้นที่จำกัด ร่างทั้งสองร่างจึงนั่งอยู่ใกล้ชิดแทบจะติดกัน

“ กลัวรึเปล่า?”     เสียงทุ้มถามออกมาจากใบหน้าคมที่หันไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ .......”    ใบหน้าสวยที่ก้มงุดอยู่กับหัวเข่าได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ

“ ฮะ ฮะ ถ้าง่วงก็พิงไหล่ฉันไว้ก็ได้นะ”     ใบหน้าคมเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี แต่อีกคนนี่สิ...

“ ไอ้บ้า! ชั้นไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ จะได้นอนแต่หัวค่ำน่ะ”      ใบหน้าสวยหันมาด่าให้ ก็จริงที่ตอนนี้ยังไม่ทันจะมืดดีด้วยซ้ำหากเป็นวันปกติที่ไม่ใช่วันพายุเข้าแบบนี้

“ ฮะ ฮะ ฮะ”      เสียงหัวเราะดังคละเคล้าไปกับเสียงด่าทออีกพักใหญ่ เมื่อความอุ่นใจที่ได้เห็นอีกคนอยู่ใกล้ๆมาแทนที่ความหวาดกลัว ทุกอย่างจึงกลับสู่สภาวะปกติ

ถึงจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่เด็กอนุบาล แต่ตอนนี้ร่างบางก็หลับปุ๋ยแถมเอนหัวมาซบอยู่ที่ไหล่กว้างไปแล้วเรียบร้อย ใบหน้าคมได้แต่ก้มมองทั้งรอยยิ้ม....คงจะทั้งเหนื่อยทั้งหวาดกลัวเลยสินะ....ตอนที่เขารู้ว่าร่างบางหายไปจากในบ้านก็เล่นเอาแทบคลั่ง ในใจนึกเป็นห่วงจนแทบจะทนไม่ไหว เพราะเขารู้จักความโหดร้ายของธรรมชาติดี ว่ามันไม่เคยปราณีใครแม้แต่คนเดียว....ตอนนั้นเขากลัวจริงๆ...กลัวว่าจะไม่ได้เห็นร่างบางอีก....กลัว....ว่าไข่มุกของเขามันจะจมลงท้องทะเลไป...

“ ทำไงดีโกคุเดระ....ความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายแบบนี้...ฉันจะทำยังไงดี....”        ได้แต่พร่ำบอกกับใบหน้าใสที่หลับสนิท...เพราะไม่กล้าที่จะบอกไปตรงๆ

.....เพราะคำถามที่นายเคยถามฉันเอาไว้....ว่าต้องการอะไรจากนาย....

ถึงแม้เขาจะเริ่มรู้ตัวแล้ว ว่ารู้สึกยังไงและต้องการอะไร...แต่เพราะคำถามนั้นมันก็ทำให้ไม่กล้าที่จะทำอะไรต่อไป

....เพราะกลัวที่จะสูญเสียนายไป.....

จึงต้องจำเก็บทุกอย่างเอาไว้...ให้อยู่แต่ในใจของเขาเท่านั้น


แสงไฟจากตะเกียงส่องสลัวๆไปทั่วทั้งถ้ำ ใบหน้าสวยที่เอนซบอยู่ที่หัวไหล่นวลเนียนยามเมื่อต้องแสงตะเกียง แพขนตายาวแนบไปกับแก้มใส ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อดูนุ่มนิ่มจนคนที่จ้องมองเผลอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้  ใบหน้าคมก้มลงไปก่อนจะแนบริมฝีปากแตะลงไปที่กลีบปากสวย ความหวานล้ำทำให้อยากจะทำมากไปกว่านี้

แต่ทว่า ใบหน้าจำต้องละออกมา นัยน์ตาสีเปลือกไม้ผงะไปกับการกระทำของตัวเอง

แย่แล้ว....


เขาเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่อยู่....



หากยังอยู่ใกล้ หากยังเห็นความงดงามของไข่มุกเม็ดนี้ต่อไป เขาอาจจะหลงใหลจนเผลอทำอะไรลงไป....



ฉัน....ควรจะทำยังไงดี....



.
.
.
.
.
.
.
.
.

To be Con.



แบ่งช่วง ไร้สาระ เวิ่นออกเป็นสองช่วงแล้วกันเนอะ อีกช่วงก็ท้ายตอนหน้าค่า เพราะว่าเรื่องนี้...สองตอนจบเท่านั้น ฮี่ๆๆๆ ไม่ได้พบได้เจอกับคำว่า “End” มานานสุดแสนจะดีใจล่ะค่ะงานนี้ >w< คิดดู ขนาด Bios เหลืออีกแค่อึดใจเดียว มันยังทำให้จบไม่ได้ซักที โฮกกกกก ทำไมตรูเป็นคนแบบนี้!!! (รออีกนิดนะเรื่องนั้น แต่งตอนจบไปได้ครึ่งพาร์ทแล้วค่ะ T^T)

ช่างมันเหอะ(เอ่อ...) มาพูดถึง Light-House หรือ “ประภาคาร” กันบ้างดีก่า ว่ามันได้แต่ใดมา...ความจริงใช้เวลาสามอาทิตย์กว่าในการแต่งเรื่องนี้ค่ะ ไม่ได้นอนกลิ้งไปกลิ้งมาดูบอลยูโรไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ใครๆคิดหรอกน่า ฮ่าๆๆ พูดถึงบอลยูโร.....อย่าลืมแวะไปอ่าน Reino de Espana : Love of Barcelona กันนะค้า...ชื่อภาษาไทยก็ เรย์โน เด เอสปาญ่า ภาค มนต์รักคาตาลัน ค่า....ตอนนี้ลงอินโทรเอาไว้ เนื้อเรื่องไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเรย์โนภาคก่อนเท่าไหร่ เพราะเป็นคนละยุคกัน *w* แต่รับรองความเมามันส์(?)เค่อะ


เฮ้ย กลับมา!!!

อุเหม่...ออกนอกเรื่องเป็นไม่ได้...กลับมาที่ Light-House ของเราก่อน...คือวันหนึ่งในขณะที่นั่งเฝ้าช่างแอร์และตรูก็ไม่มีอะไรทำ ก็เลยหยิบหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเปิดอ่านเล่นค่ะ แล้วก็ปรากฏว่า...มีภาพๆหนึ่งซึ่งติดตาแบบสุดๆ นั่นก็คือภาพของ แหลมซาตะ(Sata Cape) ซึ่งเป็นประภาคารโดดเดี่ยวที่ตั้งอยู่บนแหลมที่มีแต่ทะเลล้อมรอบ...เห็นแล้วมันทำให้นึกถึงยามะใสๆที่อยู่ที่นี่คนเดียวแล้วก๊กที่มีอดีตก็ลอยน้ำมาติดอยู่ด้วยกันอะไรเทือกนั้น...ภาพของสองคนมันสว่างไสวมากๆเลยค่ะในหัว....นะ...จิ้นจนอดใจไม่ไหวเลยตัดสินใจว่าจะแต่งให้กับน้องสาวคนสำคัญที่มีวันคล้ายวันเกิดในวันนี้เป็นของขวัญซะเลย (ตัดหน้าพี่เขยน้องเมียไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดมาก กร๊ากกก) เพราะงั้นก่อนจะเวิ่นอะไรไปมากกว่านี้...แฮปก่อนเลยแล้วกัน 5555



สุขสันต์วันเกิดนะค้า น้องมิยะ >w<


โตขึ้นอีกปีแล้วนะเรา ยิ่งโตก็ยิ่งมีอะไรให้ทำเยอะ มีอะไรให้ต้องไปพบไปเจออีกเยอะ เพราะงั้นคุณพี่คนนี้ก็ขอให้น้องมิยะมีร่างกายที่พร้อม มีจิตใจที่พร้อม ที่จะสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วฝ่าฟันมันจนสำเร็จลุล่วง แล้วเมื่อนั้นน้องสาวของพี่ก็จะมีความสุขแน่นอน

คำอวยพรดูมีสาระมาก ต่างจากของขวัญซึ่งมันออกจะตรงข้ามกับคอนเซ็ปต์ “กดก๊กทั้งน้ำตา” อยู่มากโขทีเดียว ฮะฮะฮะ แต่รู้ไหมว่าแบบนี้มันแต่งยากกว่ามากเลยอ่ะ ยามะสว่างๆเนี่ย >_< แบบว่าเรื่องนี้คุณพี่ทุ่มสุดตัวเลยจริงๆค่ะ 555 บทบรรยายอาจจะเยอะจนอ่านแล้วคิดว่ามันมากไป? แต่เก๊าอยากเก็บรายละเอียดฉากของเรื่องนี้มากๆเลยอ่ะ แหะแหะ หวังว่าของขวัญชิ้นนี้จะทำให้อมยิ้มได้สักนิดดดดก็ยังดี ^ ^

ตอนจบขอเว้นช่วงซักสองวันนะก๊ะ จะพยายามเอามาลงให้ทันวันอาทิตย์นี้ แหะแหะ ก็ยังไม่เสร็จนั่นแหละ(โดนโบก) ฉากเอ็นซีเรื่องนี้ก็แต่งยากมากกกก เพราะยามะมันใสไง >////<




2 ความคิดเห็น:

  1. โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่กวางจริงๆที่แต่งของขวัญที่สวยขนาดนี้ให้ ทั้งสวย ทั้งขาว ทั้งบริสุทธิ์เลยง่ะ ฮึก ปลื้มใจมากเลยค่ะ ชอบของขวัญชิ้นนี้มากๆ ขอบคุณนะคะ TTvTT

    ก่อนอื่นมากันที่ยามะ ยามะน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มากๆๆๆ ขอเรียกว่ายามะ ไม่ใช่อิเนียนอย่างที่เคย เพราะเรื่องนี้สว่างจริงๆ ดูบริสุทธิ์แล้วใช้ชีวิตอยู่กับท้องทะเล มันสวยงามไปหมดเลยค่ะ บรรยากาศสวยจนเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ Light House กับเขาเลยอ่ะ ได้กลิ่นอายน้ำทะเล เห็นคลื่น เห็นประภาคารขาวๆ คิดภาพตามแล้วมันสบายตาสบายใจค่ะ ฉากในฟิคของพี่กวางยังคงไร้ที่ติเช่นเดิม โฮกกกกกก

    ชอบตรงที่ยามะมีจิโร่กับโคจิโร่นี่แหละค่ะ มันเข้ากันมากๆ ถึงยามะจะไม่มีใครอยู่ด้วย แต่ชีวิตก็ยังไม่เหงา สายตาที่ยามะมองพวกสัตว์เลี้ยงมันอ่อนโยนและก็อบอุ่นมากค่ะ (ซึ่งในออริตรงนี้ใช่มั้ยที่แกห่างไกลจากความดาร์กอ่ะ อิเนียน ฮ่าๆๆ)

    และแล้วนางเงือกก็ลอยมาติดเกาะ ตอนบทบรรยายช่วงต้นเลย ชอบมากค่ะ กรุ่นกลิ่นความเป็นดราม่าและดูทิ้งชีวิตตัวเองดี (เห้ย!?) มันทำให้เห็นชัดเจนว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็น จงย้อมชีวิตที่ดำมืดของฉันให้ขาวสะอาดอย่างนาย อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพ้อออออ ตอนที่ยามะเห็นหนูก๊กครั้งแรก


    นางเงือก....มีจริงๆด้วยแหะ....



    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สวยอะดิ สวยอะดิยาม๊าาาาาาาาาาา แหม จ้องไม่วางตาเลยนะนาย! อย่าว่าแต่ยามะเลยเหอะ ถ้าเป็นโต้เห็นหนูก๊กลอยมาติดเกาะแบบนี้ก็คงหลงคิดเป็นนางเงือก หรืออัลโดรเมดา ธิดาเจ้าสมุทรอะไรแบบนั้นอ่ะ สวยมากกกกกกกกกกกกกก ขาววววว ดูบอบบางบริสุทธิ์แม้ตัวจะเปื้อนเลือดแล้วเต็มไปด้วยบาดแผล ตอนที่ยามะช่วยหนูก๊กขึ้นมานั้น เห็นภาพเลยค่ะว่าเหมือนเก็บไข่มุกเม็ดงามที่สุดไปจากท้องทะเลอ่ะ แล้วไข่มุกเม็ดนั้นเป็นรางวัลที่พระเจ้ามอบให้คนดีไลท์ๆ สว่างๆอย่างนายนะ! (เห้ย เหมือนอย่างหลังที่จะไม่ใช่)

    อยากรู้อดีตหนูก๊กมากๆเลยค่ะ มันต้องขมขื่นมากๆแน่ๆ ทำดีเท่าไรยังเข้าไปถึงตัวเลย แต่หนูก๊กยังคงเป็นหนูก๊ก ทั้งดื้อ ทั้งซึนไม่เปลี่ยน แล้วก็น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก โอยๆ พระนางเรื่องนี้แข่งกันน่ารักอ่ะ ตอนที่โคจิโร่พยายามจะทำให้หนูก๊กกินข้าวแล้วยามะแอบมองนั่นมันช่างน่ารักมากๆค่ะ อุ๊ยๆ ตรงนี้ๆ

    ....แทนที่เขาจะกลืนน้ำลายตามเพราะอยากกินบ้าง แต่เขากลับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกอื่น.....


    ถึงจะดูเหมือนแก้วที่มีแต่รอยร้าว...แต่ร่างบอบบางนั่นก็สวยจริงๆจนเขาต้องยอมรับโดยไร้ข้อโต้แย้ง


    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สครีมลั่นบ้านเลยค่ะทีนี้ แค่ยามะมันกลืนน้ำลายแค่นั้นเองนะ โอยยยยยยยยยยยยยยยย ใจจะวาย (ทำไมเอ็งชอบโฟกัสอะไรพวกนี้จังฟะ) แต่มันคือสายตาที่มองแบบชื่นชม ประทับใจในความสวยอ่ะ คนสวยนี่ก็เนอะ จะร้าวจะแตกยังไง มันก็ยังคงความสวย

    แอบดูกันไปแอบดูกันมา น่ารักจริงพวกนี้ และชอบที่สุดก็ตรงที่หนูก๊กถามออกไปนี่แหละค่ะว่าต้องการอะไร (เห้ยยยย!! ทำไมเอ็งชอบอะไรแบบนี้จังฟะ) คือเข้าใจหนูก๊กเลยว่ายามะจะเอาอะไรก็ไม่มีให้แล้วนอกจากร่างกาย มันทำให้คิดไปว่า หนูก๊กต้องผ่านเรื่องขมขื่นพวกนั้นมา แค่คิดก็สงสารแล้วค่ะ ถึงตอนนี้มันจะไม่ต้องการ อนาคตมันไม่แน่ ฮ่า ก็ดูคำพูดมันสิ

    “ ฉัน....กับนาย....ทำเรื่องแบบนั้น...ได้ด้วยหรอ?”

    โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้เห็นยามะลุคนี้มานานเท่าไหร่แล้ว พ่อพระจริงๆ แต่ประโยคถัดมานี่ก็โคตรบ่งบอกความเป็นตัวมันค่ะพี่กวาง


    “ งั้นไว้ฉันจะลองคิดเรื่องที่นายบอกดูนะ เหมือนจะเคยได้ยินเจ้าของร้านค้าที่ไปซื้อบ่อยๆในเมืองบอกมาเหมือนกันว่าผู้ชายกับผู้ชายก็ทำเรื่องแบบนั้นได้”


    ลองคิดดู! นี่หมายความว่าแกจะไม่ละทิ้งเรื่องนั้นกับหนูก๊กใช่ป่ะ (เห้ย!) แบบ ชอบยามะแบบนี้มากกกกกกกกกกกกกกค่ะ มันดูคนดีแบบยามะจริงๆ มันต้องเป็นแบบนี้อ่ะ ดี แล้ว ดาร์กจะค่อยๆตื่น ฮ่าาๆๆๆ

    ตอนที่หนูก๊กกอดยามะท่ามกลางความมืดและฝนนั่น เป็นอะไรที่น่าประทับใจแล้วก็ดูหวังพึ่งพิงได้อีก โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สวยงามมม

    รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ TvTb

    ชอบของขวัญชิ้นนี้จริงๆค่ะพี่กวาง ภาษาดีมากกกกๆๆๆๆ เห็นภาพเลยค่ะ

    ขอบคุณอีกครั้งจากใจ เดี๋ยวลงซึระเมื่อไหร่ จะไปเรียกถึงที่เลยค่ะ อิอิ

    ตอบลบ
  2. หนูชอบเรื่องนี้มากที่สุดเลยค่ะโปรดแต่งต่อด้วยเค้าเปนกำลังใจให้ค่ะ....สนุกมากเพลินไปกับฉากที่เผลอตัวไปจูบเข้ามันสนุกมากจริงๆชอบตรงที่ว่าสถานที่แบบนี้ยังสามารถหยิบมาจับแต่งนิยายได้ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านค่ะ

    ตอบลบ