KHR Au.fic [805918] ความหวังครั้งสุดท้าย : บทย้อนอดีต : [-04]



: KHR Fanfiction Au
: 185980  1006927  XSD
: Drama
: NC-17


คำเตือน : เนื้อเรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้านี้ไปนะคะ


ตอนคิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็แค่อยากอ่านฟิคที่มีสองด้าน ก็แค่นั้นเองค่ะ เพราะงั้น....นี่คือ ฟิคคู่แฝดค่ะ.....เรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนๆกัน แต่ความรู้สึกนั้นช่างต่าง......พบกับอีกด้านของเรื่องนี้ได้ที่......


[AuFic][805918] The Last SNOWDROP....




.
.
.
.
.






นัยน์ตาสองสีค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ภาพตรงหน้านั้นช่างพร่ามัวจนมองไม่เห็นอะไร...เปลือกตาหนักอึ้งพยายามกระพริบไล่ความพร่ามัวออกไป ร่างกายเจ็บแปลบไปทั่วทั้งร่าง มือที่เคยเป็นของเขานั้นหนักราวกับไม่ใช่มือของตัวเองอีกต่อไป ภาพที่ค่อยๆปรากฏแก่สายตานั้นช่างไม่คุ้นเคย ขื่อไม้เก่าแก่รองรับโครงสร้างหลังคาที่ผุพัง กระเบื้องที่หลุดร่อนไปทำให้แสงแดดลอดเข้ามายังห้องที่มืดและอับทึบ ฝาผนังคงจะตีด้วยไม้ผุๆ เพราะรูที่มีแสงลอดผ่านมานั้นช่างมีมากมาย



มือทั้งสองพยายามที่จะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บร้าวทำให้ต้องทิ้งร่างลงไปที่พื้นอีกครั้ง



อ๊ะ!...ท่านยังลุกขึ้นมาตอนนี้ไม่ได้นะ    น้ำเสียงใสแจ๋วที่ไม่คุ้นเคยร้องเรียกเขา ในไม่ช้าร่างกายของเจ้าของเสียงก็คลานรอดช่องของฝาไม้ที่มีรูไม่กว้างมากนักเข้ามาหา



ลำแสงเล็กๆของแดดยามเช้า ส่องมายังร่างกายเล็กๆของเด็กคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดกิโมโนสีมอซอดูท่าทางจะเก่ามาก เนื้อตัวมอมแมมมีฝุ่นผงติดตามแขนขาและใบหน้าเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น ประกายตาสดใสอ่อนโยนของดวงตาสีน้ำตาลไหม้คู่นั้นก็มิได้ถูกบดบังไปเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งมาให้กับคนที่นอนหมดแรงอยู่กับพื้น ในมือเล็กมีช่อดอกไม้กำใหญ่ส่งกลิ่นหอมละมุน ทุกๆอย่างของเด็กตัวเล็กๆคนนั้นมันตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนที่มองโลกด้วยความเจ็บปวดเสมออย่างร่างสูงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา....




…………………………………………………………………………………………………………………………….




ทำอะไรของเจ้าอยู่น่ะ     ร่างสูงโปร่งของเด็กชายที่กำลังจะกลายเป็นเด็กหนุ่มนั่งลงข้างๆร่างเล็กๆของเด็กชายอีกคน มุคุโร่เหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนข้างๆที่กำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง...ทั้งๆที่เนื้อตัวเลอะเทอะแบบนี้ แต่กลับส่งกลิ่นหอมอ่อนๆออกมาได้ไม่เคยขาด...น่าประหลาดใจจริงๆ



ยาของท่านน่ะสิ     มือเล็กๆบดขยี้ดอกไม้หลากหลายชนิดเข้าด้วยกันด้วยใบหน้าตั้งใจ  ร่างสูงมองท่าทางแบบนั้นด้วยใบหน้าอมยิ้ม....ยิ้ม....ที่เรียกว่ารอยยิ้มจริงๆ มิใช่รอยยิ้มเสแสร้งแบบที่ได้รับการฝึกมาตั้งแต่เยาว์วัย จนตอนนี้มันกลายเป็นรอยยิ้มของเขาไปเสียแล้ว...



เขาได้รับความช่วยเหลือจากร่างเล็กๆคนนี้มาหลายวันแล้ว ตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้...ว่าตนอยู่ส่วนใดของโลกกันแน่ เพราะยังไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะออกไปข้างนอกโรงเก็บถ่านนี้ได้เลย ร่างเล็กๆนี่จะแอบเอาอาหารเล็กๆน้อยๆมาให้เขาทุกๆเช้า แล้วออกไปทำอะไรบางอย่างจนตอนสายๆก็จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ ก่อนที่มานั่งเด็ดดอกไม้นานาพันธุ์เหล่านั้นผสมผสานกันแล้วเอามาทาให้ตามบาดแผลของเขา....ถึงจะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...ว่าดอกไม้เหล่านี้มันสามารถรักษาบาดแผลได้ดีกว่ายาของหมอประจำตำหนักเสียอีก



เจ้าชื่ออะไร  



ซาวาดะ  สึนะโยชิ    เด็กชายผมสีน้ำตาลยาวประบ่าที่ถูกมัดเอาไว้ครึ่งหัวหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส มือเล็กจับแขนของเขาแล้วเอายาดอกไม้นั่นทาให้ แทนที่กลิ่นของดอกไม้ที่หลอมรวมจนเละนั่นจะเหม็น แต่มันกลับหอมอ่อนโยน...เหมือนกลิ่นตัวของเด็กชายตรงหน้านี้ไม่มีผิด



ซาวาดะ....อย่างนั้นหรือครับ....    ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงตระกูลหนึ่งของนามิโมริที่เขาอาศัยอยู่ ไม่น่าเชื่อว่า คนที่ใช้นามสกุลนี้จะมีสภาพมอซอได้ขนาดนี้



ใช่.....ข้าเป็นลูกชายของศาลเจ้าซาวาดะ    ประกายตาที่เคยสดใสกลับหม่นหมองลงทันทีที่เอ่ยถึงชื่อตระกูลของตน....



ซาวาดะเป็นตระกูลมิโกะ ที่ดูแลศาลเจ้าแห่งนี้มานานแสนนาน ทายาทที่เป็นหญิงทุกคนต้องอุทิศตัวเป็นมิโกะและสืบทอดเจตนารมณ์ของเทพแห่งนภาเอาไว้  ลูกสาวคนโตจะเป็นหัวหน้าตระกูล ซึ่งจะสืบสายสกุลทางฝ่ายหญิง...แต่ว่า...ช่วงหลังๆมานี้...ตระกูลของเราแทบจะไม่มีลูกสาวออกมาเลย....และข้า....เป็นเด็กคนสุดท้าย...ซึ่งก่อนที่จะเกิดมาทุกคนต่างตั้งความหวังเอาไว้...ว่าข้าจะเป็นเด็กหญิง...มิใช่เด็กชายอย่างที่ข้าเป็น....   



เพราะฉะนั้น...เจ้าจึงถูกปฏิบัติด้วยไม่ค่อยดีเท่าไหร่สินะ...   



ก็ไม่ถึงกับแย่เท่าไหร่หรอก...เพราะถึงจะเป็นมิโกะไม่ได้ แต่สักวันหนึ่งข้าก็คงจะได้เป็นผู้ประกอบพิธีของศาลเจ้าแทนท่านพ่อ...   ดวงตากลมโตมีแววหวั่นไหวเล็กน้อยราวกับไม่เคยมั่นใจเรื่องที่พูดออกมาเลยแม้แต่น้อย....ดูจากสภาพตรงหน้าแล้ว เขาก็พอจะเดาออก ว่าเด็กชายคนนี้คงเติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบาก คงไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากใครเท่าใดนัก...ทำไมกัน...ทั้งๆที่เป็นลูกเหมือนกัน เป็นคนในตระกูลเดียวกัน แค่ไม่ใช่เด็กผู้หญิงอย่างที่ต้องการ การปฏิบัติต่อกันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนั้นหรือ คิดแล้วก็ต้องเหยียดยิ้มให้ตัวเอง....เขาเองก็อยู่ในฐานะที่ไม่ต่างกันนักหรอก.....



ข้าเห็นเจ้าออกไปทำอะไรมาทุกวันเลย มีอะไรต้องทำอยู่ข้างนอกนั่นอย่างนั้นหรือครับ   เปลี่ยนเรื่องคุยน่าจะดีกว่า เพราะใบหน้าเล็กๆนั่นเริ่มจะเศร้าหมองลงทุกทีๆ



กวาดลานหน้าศาลเจ้าน่ะ แล้วก็ดูแลแปลงดอกไม้พวกนี้    รู้สึกไปเองหรือเปล่านะว่า นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้กลมโตดวงนั้นเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่พูดถึงดอกไม้



แล้ว...เจ้าไปเก็บมาให้ข้าแบบนี้ จะไม่โดนดุเอาหรือครับ   



ไม่หรอก...เพราะปกติข้าก็เด็ดมันไปใช้บ่อยๆอยู่แล้ว



ใช้ ?



ร่างกายข้าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่น่ะ...เป็นโรคนู้นโรคนี้บ่อยๆ แต่ข้าก็ไม่อยากรบกวนท่านพ่อให้พาไปหาหมอเท่าไหร่หรอก ข้าเลยใช้ดอกไม้พวกนี้แหละรักษา   ร่างเล็กๆนี้ช่างน่าทึ่งนัก...ความบริสุทธิ์ผุดผ่องจากจิตใจที่ใสสะอาดเหล่านี้คือสิ่งที่เขาไม่เคยได้พบมาก่อน...ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่กลับมองเห็นโลกในมุมที่สวยงามได้แบบนั้น



ไม่แปลกใจเลย ที่ข้าอยู่ใกล้ๆเจ้าแล้วข้าจะรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นได้...



เจ้าคือดอกไม้น้อยๆ ที่สร้างโลกที่น่าอยู่ให้แก่ข้า....สึนะโยชิคุง....




...............................................................................................................................................................................




ถึงแม้ว่าร่างกายจะหายเกือบเป็นปกติแล้วก็ตาม แต่ร่างสูงก็ยังคงไม่ไปไหน ยังคงอาศัยอยู่ที่โรงถ่านนั่นมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ สิ่งที่ดึงดูดหมอกมายาอย่างเขาเอาไว้ คือความสดใสอ่อนโยนของท้องฟ้ากว้างที่เขาไม่เคยรู้จัก ร่างกายเล็กๆที่มีรอยยิ้มสดใสและจิตใจที่บริสุทธิ์...



วางไว้ตรงนี้นะครับ สึนะโยชิคุง    มือเรียววางกระป๋องน้ำไว้ที่ข้างแปลงดอกไม้ แล้วเดินไปนั่งลงที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆกันนั้น ในวันที่ไม่มีใครอยู่ในศาลเจ้าเขาก็จะแอบออกมาช่วยร่างเล็กๆดูแลแปลงดอกไม้ ...เขาชอบใบหน้าน่ารักนั่นเวลาที่ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เฝ้ามองดอกไม้ดอกน้อย...มันช่างอบอุ่นและอ่อนโยน...ราวกับยาชั้นดีที่จะช่วยเยี่ยวยาหัวใจที่แสนเย็นชาจากสิ่งที่เคยผ่านมาในชีวิตของเขา



มุคุโร่...เจ้าไม่กลับบ้านแบบนี้...คนที่บ้านไม่เป็นห่วงเจ้าหรือ   ดวงตากลมแป๋วหันมามองเขาพร้อมกับคำถามไร้เดียงสา



คึหึหึ....ไม่เป็นไรหรอกครับ...เขาอาจจะตามหาตัวข้านิดหน่อย...แต่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก    ใช่...ไม่มีอะไรต้องกังวล....



เพราะเขามันก็เป็นเพียงแค่ลูกของสนม...ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครองทุกอย่างเหมือนกับเด็กคนนั้น ทั้งๆที่รู้ดีแบบนี้ แต่เพราะแรงอิจฉาริษยาของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่า แม่ จึงทำให้เขาต้องดิ้นรนต้องแก่งแย่งชิงดี ถูกเสี้ยมสอนมาในทุกๆเรื่องต้องถูกฝึกมากกว่าเด็กทั่วไป เพื่อหวังว่าสักวัน...อาจจะได้ตำแหน่งนั้นมาครอบครอง...เจ้าเมืองนามิโมริ...ผู้ที่ยืนอยู่เหนือทุกๆคน



จริงๆแล้วน่ะ...ข้ามีน้องชายต่างมารดาอยู่คนหนึ่ง...เขาน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้านี่แหละ    เพราะอะไรบางอย่าง จึงทำให้เขาสามารถที่จะพูดคุยกับร่างเล็กๆตรงหน้านี้ได้โดยไม่คิดจะปิดบัง ไม่ว่าจะเรื่องใดๆหรือแม้แต่ความรู้สึกของตัวเองก็ตาม



เอ๋....ดีจัง...เจ้ามีพี่น้องคงจะไม่เหงาเหมือนข้าแน่ๆเลย    ได้ฟังคำพูดนั้นแล้วก็ได้แต่เหยียดยิ้มในใจ....



ไม่หรอก...ข้าไม่เคยได้พูดคุยกับเด็กคนนั้นหรอก...    เขาไม่ใช่คนที่จะเข้าหาใคร แล้วยิ่งกับเด็กคนนั้น เด็กที่ราวกับจะต้องเป็นศัตรูทางสายเลือดกันแบบนั้น ยิ่งไม่เคยคิด...ที่จะเข้าไปใกล้



ทำไมล่ะ....    กับคำถามซื่อๆแบบนั้นก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้....ถ้าเจ้าได้รู้จักน้องชายของข้า เจ้าเองก็คงไม่คิดที่จะเข้าไปใกล้แน่ๆ ...นึกถึงเด็กชายที่มีสีผมและสีตาดำสนิท ใบหน้าเย็นชานิ่งสนิท ไม่เคยมีรอยยิ้มไม่เคยวิ่งเล่นหรือร้องไห้งอแงเหมือนเด็กทั่วไป...เด็กชายที่ถูกขัดเกลาถูกอบรมสั่งสอนวิถีแห่งการปกครองตั้งแต่ยังแบเบาะแบบนั้น จะกลายเป็นคนเลือดเย็น ไม่เห็นหัวใคร ไม่สนใจใครและไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มันก็ไม่น่าแปลก



อืม...เค้าเป็นคนที่เข้าใกล้ยากน่ะ   ไม่รู้จะให้คำตอบกับคำถามนี้อย่างไรดีเหมือนกันนะ



อ่ะนี่....    มือเล็กๆส่งดอกไม้ดอกน้อยสีขาวบริสุทธิ์มาให้หนึ่งดอก เขาจึงได้แต่ทำหน้าพิศวงตอบกลับไป



ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรกับเค้า...เจ้าก็เอาดอกไม้นี่ไปให้เค้าแทนสิ   รอยยิ้มสดใสกับจิตใจใสสะอาด มันทำให้เขาเอื้อมมือออกไปรับดอกไม้นั้นมาถือไว้โดยไม่ทันรู้ตัว....








ขายาวก้าวมายืนอยู่หน้าตำหนักที่คุ้นเคย...มือเรียวถือดอกไม้ดอกน้อยอย่างทะนุถนอม ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปอย่างมั่นคง.....




.........................................................................................................................................................




ใบหน้าที่จัดได้ว่าน่ารักของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องชายร่วมสายเลือดเพียงคนเดียวหันมามองอย่างเฉยชา ดวงตาสีดำสนิทคมกริบเหลือบมองมาที่ร่างสูงโปร่งอย่างเหยียดๆ ....การพบหน้ากันตรงๆในรอบหลายปี....ของพี่ชายกับน้องชายที่อาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน...



มือเรียวยาวของพี่ชายวางดอกไม้สีขาวดอกน้อยเอาไว้ที่พื้นระเบียง นัยน์ตาสองสีเงยขึ้นมองร่างเล็กๆที่ยืนอยู่บนระเบียงไม้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร นัยน์ตาสีดำสนิทมีแววสงสัยเคลือบอยู่ ....แต่กับพี่ชายที่แทบจะไม่เคยคุยกัน พี่ชายที่ไม่น่าไว้วางใจเช่นเขา ร่างเล็กๆนั่นจึงได้แต่ยืนมองมานิ่ง 



ไม่รู้เหมือนกัน...ว่าทำไมถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ลงไป...เขาหลงรักรอยยิ้มของท้องนภาสดใสนั่นก็จริง แต่อีกใจหนึ่งก็คงอยากจะช่วยฉุดรั้งเมฆดำทะมึนไม่ให้ล่องลอยอย่างโดดเดี่ยว...บางทีลึกๆในหัวใจของเขา...เขาอาจจะเหงา...เขาอาจจะอยากเข้าไปพูดคุยอยากเข้าไปวิ่งเล่นกับเด็กน้อยตรงหน้า เหมือนที่พี่น้องคู่อื่นๆเขาทำกัน...ถ้าเพียงแค่ไม่มีคำว่าเกียรติยศลวงหลอกพวกนั้น เขากับเด็กคนนี้อาจจะเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันมากกว่านี้ก็ได้




.......................................................................................................................................




เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า....นอกจากการปฏิบัติภารกิจประจำวันแล้ว...ทุกๆวันเขาก็จะต้องแอบหลบไปอยู่ที่ศาลเจ้า...ขอเพียงแค่ได้เห็นหน้า ขอเพียงแค่ได้นั่งพูดคุยเรื่อยเปื่อย ขอแค่ยังเห็นว่าดอกไม้ดอกน้อยๆของเขายังคงยิ้มแย้มทอประกายดั่งแสงตะวันอยู่แบบนั้น แค่นั้นพลังใจมากมายก็ก่อกำเนิดขึ้นในจิตใจที่อ่อนล้าและหาความสงบไม่ได้



สึนะโยชิคุง... 



หื๋อ ?    ใบหน้าน่ารักหันมามองในขณะที่มือยังคงค่อยๆคัดสรรดอกไม้สีขาวที่จะให้เขานำกลับไปในวันนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ



ดอกไม้นั่น...ชื่อว่าอะไรหรือครับ



อะไรกัน...เจ้าเอากลับไปทุกวัน ยังไม่รู้จักมันอีกหรือมุคุโร่    ดูเหมือนจะเป็นคำตัดพ้อ แต่ใบหน้าน่ารักนั้นกลับยิ้มแย้มและหัวเราะออกมาน้อยๆ



นี่น่ะ....คือดอกไม้ที่จะบานเป็นชนิดแรกของฤดูใบไม้ผลิ...มันหมายถึงความหวัง...เพราะไม่ว่าอากาศจะเลวร้ายแค่ไหน มันก็จะยังคงแย้มบานเป็นดอกแรก...เหมือนความหวังที่จะเริ่มผลิบานไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายแค่ไหน...



แต่ว่า....มันก็ไม่ได้เป็นดอกไม้ที่มีความหมายที่ดีเพียงด้านเดียวหรอกนะ....เพราะว่า...ชนชาติทางตะวันตกเค้านิยมปลูกมันเอาไว้รอบๆโบสถ์....



ชื่อของมันคือ....Snowdrop....



มือเล็กๆยื่นดอกไม้สีขาวดอกน้อยมาให้ อย่างที่ทำเป็นประจำทุกๆวัน บ่งบอกว่าวันนี้เขาควรจะกลับไปได้แล้ว หันไปมองรอบกาย แสงแดดยามบ่ายก็เริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง ร่างกายสูงโปร่งลุกขึ้นปัดฝุ่นก่อนจะรับดอกไม้มาไว้ในมือ เขาเองก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาหลบมาอยู่ที่นี่เพราะมันจะทำให้เรื่องยุ่งยากและที่สำคัญเด็กคนนี้อาจจะเดือดร้อนไปด้วย...เขาคงทนไม่ได้ถ้าจะถูกห้ามไม่ให้มาพบกัน....



ก็แค่อยากเห็น...รอยยิ้มที่เป็นดั่งความหวังของเขา....อยากเห็นมันทุกวัน....
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ในใจมีแต่ความอบอุ่นฉาบไล้เปลี่ยนแปลงความหนาวเย็นให้ค่อยๆจางหายไป...



งั้น...ข้ากลับก่อนนะ....เจ้าน่ะกินข้าวกินปลาเสียบ้างนะครับ...ตั้งแต่เจอกันมาเกือบปี เจ้าตัวไม่โตขึ้นเลย    ใบหน้ายิ้มละไมหันไปกล่าวยั่วก่อนที่จะวิ่งออกมาจากศาลเจ้า



รู้แล้วละน่า....    ใบหน้าเล็กๆงอง้ำเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับมายิ้มแย้มโบกมือให้....ความโดดเดี่ยวอ้างว้างในหัวใจทั้งคู่ดูเหมือนจะถูกเติมเต็มซึ่งกันและกัน….





ต่อไปนี้...ข้าคงไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว...ใช่หรือไม่.....
จะผิดไหม...ถ้าข้าจะฉุดรั้งเจ้าเอาไว้ให้อยู่กับข้าตลอดไป....
ข้ามีสิทธิ์...ทำแบบนั้นได้หรือไม่....


ใคร....ช่วยตอบข้าที.....





................................................................................................................................





ความโดดเดี่ยวมิได้ถูกเติมเต็มแค่หัวใจเพียงสองดวง.....





นัยน์ตาสีดำสนิทเหลือบมองไปยังชานระเบียงอยู่เรื่อยๆ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ใครบางคนจะเข้ามาหาพร้อมด้วยดอกไม้สีขาวดอกน้อย....ไม่รู้ว่าทำไม...ในแต่ละวันช่วงเวลานี้ถึงได้เป็นช่วงเวลาที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยมากที่สุด...ทั้งๆที่แต่ก่อน แม้แต่หน้ายังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ...



เสียงเปิดประตูไม้จากในสวนดังแว่วเข้ามาในหู ใบหน้าเฉยชาจึงแสร้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ...ทั้งๆที่รู้ว่าคนที่เข้ามานั้นเป็นใคร...และจะเข้ามาทำอะไร...



นี่...เจ้ารู้รึเปล่า...ว่าดอกไม้นี้มันชื่อว่าอะไร....    แล้วเสียงพูดเรื่อยๆพร้อมกับรอยยิ้มละไมที่ดูจะแตกต่างจากตอนมอบให้กับคนอื่นเล็กน้อยนั้นก็เริ่มพร่ำพรรณนาไปเรื่อยเปื่อย ร่างสูงโปร่งของคนที่ได้ชื่อว่าพี่ชายต่างมารดากระโดดขึ้นมานั่งอยู่ที่ชานระเบียงโดยที่ไม่มีแม้แต่คำเชิญ....เสียงพูดไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับจากอีกคน...เหมือนคนบ้าที่นั่งพูดอยู่คนเดียว....ทำไมกัน....ทำไมถึงได้ยังทำอะไรแบบนี้อยู่อีก....






ก็เพราะว่า....ถึงแม้ว่าจะไม่ตอบกลับใดๆ....แต่สายตาที่แอบเหลือบมองข้า...แค่นั้นมันก็เพียงพอต่อการสานความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถให้ใครรู้ได้ของเราพี่น้องแล้วละ...เคียวยะ






.
.
.
.
.
.
.
.



แล้วพบกันใหม่ในตอน [-03] [-02] [-01]…นะค้า....



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น