KHR Au S.fic [595959] ล้านคำอธิษฐาน : Opening


 KHR Au S.fic [595959] ล้านคำอธิษฐาน : Opening


: KHR fanfiction
: 595959
: Romance Dark Incest
: NC-17


คำเตือน : เนื้อเรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หากไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้านี้ไปนะคะ








ปราสาท Quinta da Regaleira นั้นมีเสียงล่ำลือถึงความสวยงามดั่งดอกไม้พิษ ที่มีกลีบดอกอันสวยงามดึงดูดให้เข้าไปเชยชม มีกลิ่นหอมหวานที่ยากจะถอนตัว แต่มีทั้งหนามแหลมคมและเกสรพิษซึ่งทำให้ถึงตายเมื่อเผลอไปแตะต้องมัน.....ทุกคนในเมืองซินทราแห่งนี้ต่างรู้กันดีว่าปราสาทที่ดูงดงามและวิจิตรบรรจงราวสวรรค์สร้างขึ้นมาท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเพ้อฝันอย่างยุคโรแมนติกแห่งนี้ ที่จริงแล้วเบื้องหลังความสวยงามยังมีความลึกลับและน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่มากมาย ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยห้องลับ รวมไปถึงถ้ำและทางน้ำใต้ดิน ที่ถูกขุดเจาะขึ้นที่ใต้ฐานของปราสาท ว่ากันว่ามันมิใช่แค่ทางน้ำธรรมดา เพราะมันคือบ่อน้ำใต้ดินที่มีทางเข้าที่ถูกซุกซ่อนไว้หลายทาง ทั้งจากทะเลสาบและบันไดเวียนหินที่ลึกมากกว่า10เมตร....ไม่ว่าใครที่ถูกเชื้อเชิญหรือกล้าเหยียบย่างเข้าไปล้วนไม่อาจได้กลับมาอีก....ต่างจมหายไปที่ก้นบึ้งของบ่อน้ำซึ่งไม่มีใครเคยได้พบเห็น....



นอกจากตัวปราสาทแล้ว เสียงล่ำลือถึงเจ้าของปราสาทเองก็มิได้ทำให้รู้สึกดีไปมากกว่ากันเลย...ในสายตาของชาวเมือง เขาเป็นดั่งตัวแทนของปิศาจร้ายซึ่งลึกลับและน่ากลัวยิ่งกว่าผีดูดเลือด....ชายผู้ปลีกตัวอยู่ตามลำพังท่ามกลางความกว้างขวางและวังเวงของปราสาทที่รายล้อมไปด้วยป่ารกทึบ ไม่มีใครเคยพบชายผู้นั้นเพราะเขาไม้เคยปรากฏตัวให้ใครเห็น ไม่แม้แต่จะยุ่งเกี่ยวกับใครหรือสิ่งใด จนเกิดข่าวลือไปต่างๆนานาว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าของปราสาทกำลังนอนหลับใหลอยู่ในโลงแก้วเพื่อรอเวลาออกมาภายนอกยามฟ้ามืดเท่านั้น...บ้างก็ลือไปว่าเจ้าของปราสาทเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพวกขุนนางอังกฤษที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากใหม่ยังโปรตุเกส ในเมืองซินทราแห่งนี้....นั่นยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเข้าไปใหญ่ เพราะการยุ่งเกี่ยวหรือมีเรื่องกับพวกขุนนางก็ดูเป็นทางที่ไม่ฉลาดนัก....



แต่ใครเลยจะรู้.....



ว่าแท้ที่จริงแล้ว......






แก้วชาชั้นดีถูกยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งบางคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ทอประกายสดใส โต๊ะน้ำชาถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวอยู่ที่มุมหนึ่งของระเบียงทางเดินที่มีโครงสร้างของซุ้มโค้งตามแบบโกธิค ล้อมรอบคอร์ตเล็กๆที่มีผืนหญ้าสีเขียวขจี แก้วชาถูกวางลงบนโต๊ะ ก่อนที่ใบหน้าเนียนของชายผู้นั้นจะเงยหน้ารับแสงแดดอ่อนๆ นัยน์ตาสีเขียวมรกตค่อยๆปิดลงเพื่อสร้างความสงบให้แก่จิตใจ เส้นผมนิ่มพลิ้วไหวไปตามสายลมคลอเคลียข้างแก้มซึ่งมีรอยสักราวกับเปลวไฟพาดผ่านอยู่ที่ด้านหนึ่ง ส่งเสริมให้ใบหน้าที่ติดจะหวานดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น



เสียงนกร้องหยอกล้อกันหรือแม้แต่เสียงใบไม้เสียดสีก็มิอาจล่วงเข้ามาในจิตใจที่กำลังนิ่งสงบได้....ความเงียบเชียบและดวงใจที่มุ่งมั่นแน่วแน่กำลังส่งถ้อยคำแห่งความปรารถนาแรงกล้าไปยังที่ที่ไม่อาจระบุได้....เขากำลัง อธิษฐาน ....นานนับร้อยปีที่เฝ้าทำอย่างนี้อยู่ร่ำไป....ผู้คนมากมายอาจจะคิดว่าบ้า แต่สำหรับสายเลือดอย่างพวกเขาแล้ว....



คำอธิษฐานคือสิ่งที่เป็นจริงได้เสมอ....



เขาเคยได้ชื่อว่า เป็นชายผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเผ่าพันธุ์ที่ไม่ธรรมดา.....เพราะสายเลือดที่ได้รับการสืบทอดมาจากซาตาน....มีอำนาจและพลังที่เหนือกว่ามนุษย์....แต่กระนั้นก็สามารถตายได้อย่างง่ายดาย ตราบใดที่ต้องการปลิดชีพของตน...แค่คำอธิษฐาน.....และในทางตรงกันข้าม....ถ้าอยากมีชีวิตให้นานแสนนาน....ก็แค่คำอธิษฐานเช่นกัน



แต่พลังเหนือธรรมชาตินี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับ...ความรัก....



นายท่าน....     เสียงพ่อบ้านเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ด้วยกันมานับพันปีเอ่ยเรียก ทำให้นัยน์ตาสีเขียวมรกตเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ



ได้ข่าวอะไรมาบ้าง    ทุกกิริยาท่าทางนั้นดูสุขุมเยือกเย็น ถึงแม้ว่าแต่ก่อนจะเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่กาลเวลาและประสบการณ์ต่างช่วยขัดเกลาให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่สง่าผ่าเผยอย่างเต็มตัว



ไม่เลยขอรับ....เราไม่พบตัวคนที่คาดว่าจะเป็น...นายน้อยเลย…”     เสียงพ่อบ้านกล่าวรายงานด้วยความกลัวเกรง ด้วยความที่รู้ดีว่า สำหรับเจ้านายของตนแล้ว ไม่ว่าทุกเรื่องจะสามารถจัดการได้ด้วยความเยือกเย็น แต่ถ้าเป็นเรื่องของเด็กคนนั้น....ความน่ากลัวและอารมณ์ร้อนที่ร้ายกาจก็จะสามารถปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ



เด็กหนุ่มผู้มีสายเลือดเดียวกับนายท่านเพียงคนเดียวที่มีอยู่.....

ลูกของพี่ชายซึ่งตายจากไป เด็กที่นายท่านรักและเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ....

มีแต่ภาพแห่งความงดงามเพียงเท่านั้นที่อยู่ในความทรงจำ....

นายน้อยตายไปแล้ว....

แต่ถึงอย่างนั้น...นายท่านก็ยังคงเฝ้ารอ....

ยังคงเชื่อมั่นว่าจะได้พบกันอีกครั้ง....



ออกไป!”    นายเหนือหัวตวาดออกไปอย่างหงุดหงิด  แผ่นหลังในเสื้อเชิ้ตสีขาวเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างครุ่นคิด  เขาแน่ใจว่าดวงจิตของคนที่เป็นทั้งหลานชายและคนที่รักแสนรัก กำลังวนเวียนอยู่แถวๆนี้....อยู่ในเมืองซินทราแห่งนี้อย่างแน่นอน....ถึงจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากซาตานแต่ทว่าเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่า ฮายาโตะ จะมาเกิดที่ไหนในแบบใด...แต่สิ่งที่มั่นใจได้มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น....คำอธิษฐาน.....เขาทำได้แต่รอคอยอยู่ที่นี่แล้วส่งความปรารถนาอันแรงกล้าออกไป ให้ดวงจิตของฮายาโตะที่กลับมาเกิดใหม่ เดินทางมายังที่แห่งนี้....ที่ที่เขารอคอยอยู่





…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….





เพราะข่าวลือในทางลบในสายตาของทุกคนในเมือง ทำให้ไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ชายหนุ่มร่างโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงหนังสีดำสนิทคนที่เดินอยู่บนถนนการค้าเส้นหนึ่งของเมืองซินทรา คือเจ้าของปราสาทที่ทุกคนต่างล่ำลือกันว่าโหดร้ายและน่ากลัว ไม่มีใครรู้เลย....ว่าคนที่ทุกคนว่าร้ายว่าเป็นดั่งปิศาจจะมาเดินปะปนกับคนทั่วไปอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามสายได้แบบนี้...



นัยน์ตาสีเขียวมรกตสอดส่ายมองหาเป้าหมายไปเรื่อยๆ อาทิตย์ละวันหรือสองวันที่เขาจะออกมาเดินอยู่ภายนอกเช่นนี้ เดินไปทั่วตั้งแต่ย่านการค้าไปจนถึงย่านพักอาศัย...ความจริงก็อยากจะออกมาทุกวันอยู่หรอก แต่จากที่เคยถูกหาว่าเป็นปิศาจผีดูดเลือด บางทีเขาอาจจะได้รับข้อหาใหม่...เป็นพวกไม่น่าไว้วางใจที่มาเดินสำรวจบ้านคนอื่นเค้าไปทั่ว...



ร่างโปร่งหยุดยืนอยู่ที่ตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง สัมผัสอะไรบางอย่างทำให้ขาที่เกือบจะก้าวเลยผ่านไปถึงกับหยุดชะงัก....กลิ่นเลือด.....



ขาเรียวค่อยเดินเข้าไปในตรอกอย่างระมัดระวัง...แสงสลัวๆที่พาดผ่านลงมาทำให้มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก ได้ยินเสียงหอบหายใจของใครบางคนอยู่ข้างในนั้น กลิ่นคาวของเลือดยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เท้าที่เหยียบย่างลงไปบนพื้นหินของตรอกเบาเสียงลงด้วยสันชาติญาณ นัยน์ตาของมนุษย์ธรรมดาเริ่มเปลี่ยนเป็นแววตาเหนือธรรมชาติเพื่อให้มองเห็นได้มากยิ่งขึ้น แต่ทางข้างหน้าก็ยังคงมืดเกินกว่าจะมองอะไรเห็น



จนกระทั่งสายตาเริ่มคุ้นเคยกับความมืด กองอะไรบางอย่างที่อยู่ไม่ไกลนักจึงปรากฏอยู่ในสายตา และดูท่าทางว่า...นั่น...คือต้นตอของกลิ่นคาวที่ลอยคละคลุ้งอยู่รอบๆนี้เป็นแน่ แต่ทว่า...แล้วเสียงหอบหายใจของใครอีกคนที่ได้ยินอยู่เมื่อสักครู่นี้ล่ะ...ใครอีกคน...ที่อาจจะเป็น....ฆาตกร.....



ยังไม่ทันที่จะได้ระวังตัว ประกายคมกริบของมีดเล่มหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่ลำตัวของเขา สันชาติญาณทำให้กระโดดหลบได้อย่างฉิวเฉียด มือบางคว้าข้อมือของคนที่คิดจะทำร้ายได้โดยที่ไม่ต้องใช้ตามอง แล้วฟาดข้อมือที่รู้สึกได้ว่าเล็กเกินไปกับผนังหินจนมีดในมือร่วงลงกับพื้น เท้าเตะมันออกไปให้ไกลที่สุด



คนที่โดนจับได้ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงกระหน่ำทั้งมือทั้งเท้าพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำร้ายเขาและทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากการจับกุมของเขา ได้ยินเสียงกัดฟันด้วยความโมโหเมื่อทุกอย่างที่ส่งมาให้นั้นมันแทบจะไม่โดนตัวเขาเลย ถึงจะมองเห็นแค่ลางๆแต่ก็รับรู้ได้ว่า คนตรงหน้ายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง....



ผลัก!



มือที่ใหญ่กว่าข้างหนึ่งรวบสองมือเล็กๆเอาไว้ด้วยกัน อีกมือจับลงไปที่ลำคอก่อนที่จะเหวี่ยงลำตัวเล็กๆนั่นไปกระแทกกับผนังหินเย็นเฉียบ เพื่อยุติการต่อสู้ดิ้นรนที่ดูจะไร้ผลและน่ารำคาญในสายตาเขา ร่างโปร่งที่สูงกว่ามากกดร่างเล็กๆนั่นให้อยู่นิ่งๆกับกำแพง ได้กลิ่นเลือดมาจากตัวเด็กคนนี้ด้วย....อย่างไม่ต้องสงสัย.....ศพที่กองอยู่ตรงนั้นคือฝีมือเด็กนี่แน่ๆ



เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งลง เขาจึงหันหน้ากลับมาจ้องมองคนที่ถูกจับกุมไว้อย่างต้องการจะคาดโทษ....แต่แล้ว....สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตาทำเอาแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความรู้สึกโหยหาและความปรารถนาที่สิ้นสุดลงด้วยการเดินทางอันแสนยาวนาน........



ฮายาโตะ....     นัยน์ตาสีเขียวมรกตเบิกกว้างเมื่อมองเห็นเด็กชายตรงหน้าชัดๆ



ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย....ถึงแม้ตามเนื้อตัวของเด็กคนนี้จะมอมแมมและผอมแห้ง....แต่ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นก็ยังคงสดใส เส้นผมสีเงินเป็นประกายที่ยาวกว่าเดิมเล็กน้อยยังคงงดงามน่าสัมผัส ใบหน้าถึงจะเลอะดินเลอะฝุ่นแต่มันก็เนียนใส ริมฝีปากที่ไม่ได้ถูกแต่งแต้มใดๆแต่กลับแดงจัดราวกับสีของดอกกุหลาบ....ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป...ถึงแม้ว่าความทรงจำจะเลือนหาย แต่เด็กคนนี้คือฮายาโตะของเขาอย่างแน่นอน....



แก...รู้จักฉันได้ไงวะ!”    สายตาที่แข็งกร้าวมิได้กลัวเกรงคนที่ตัวใหญ่กว่าเลยแม้แต่น้อย มือเล็กๆนั่นพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสะบัดให้หลุดจากการจับกุม เมื่อรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกคนซึ่งไม่รู้จักเรียกชื่อของตนได้อย่างถูกต้อง



เพราะว่าเธอคือหลานชายของฉันน่ะสิ    มือที่ใหญ่กว่าย้ายจากลำคอเล็กยกขึ้นลูบใบหน้าสวยของเด็กชาย ท่ามกลางใบหน้าที่แสดงออกได้อย่างชัดเจนถึงความไม่ไว้วางใจและพิศวงกับสิ่งที่เขาพูด



เป็นบ้าอะไรของแก หลานชายบ้าอะไร!”    ร่างเล็กๆยังคงดิ้นรน และดูจะไม่สนใจสิ่งที่คนไม่รู้จักคนนั้นกำลังพูดไปมากกว่าการเอาชีวิตรอด



ตั้งแต่จำความได้ฉันไม่เคยมีไอ้สิ่งที่เรียกว่าญาติ แล้วก็โตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หน้าอย่างแกอย่ามาหลอกฉันซะให้ยาก เห็นอย่างงี้ฉันก็ฉลาดที่สุดในบ้านเน่าๆนั่นนะโว้ย ถึงได้หนีรอดออกมาได้นี่ไงล่ะ!”    ใบหน้าสวยเชิดหน้าขึ้นปฏิเสธที่จะเชื่อทุกคำพูดของชายตรงหน้า....ที่ผ่านมาเธอต้องลำบากมาขนาดไหนกันนะ....ดูจากลักษณะภายนอกแล้วไม่น่าจะอายุเกิน12ปี แต่ทว่า ความกล้าแกร่งและไม่กลัวคนนั้นก็ทำให้รับรู้ได้ว่า เด็กคนนี้น่าจะต้องผจญกับความโหดร้ายของโลกมามิใช่น้อย



แรงกดค่อยๆลดลงจนกระทั่งหายไป แต่มือที่ใหญ่กว่านั่นก็ยังคงจับกุมข้อมือเล็กทั้งสองข้างอยู่  ร่างโปร่งลากร่างเล็กๆออกมาจากตรอก อย่างน้อยๆตอนนี้ก็ต้องไปให้ไกลจากที่นี่ก่อน ถ้าใครเกิดมาพบเข้าตอนนี้เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ ตัวเขาเองก็จะให้ใครรู้ไม่ได้ด้วยว่าเป็นคนที่มาจากปราสาท Quinta da Regaleira



ปล่อยนะโว้ย!! จะพาฉันไปไหน ปล่อยสิวะ!”     ร่างเล็กๆยังคงดิ้นไม่หยุด แถมปากนั่นก็ยังโวยวายราวกับว่าต้องการเรียกใครต่อใครมาให้รับรู้ว่าตัวเองคือฆาตกรซะแบบนั้น



ร่างโปร่งหยุดเดินอย่างกะทันหันแล้วหันไปหาคนที่กำลังโวยวาย ก่อนที่ริมฝีปากจะแนบลงไปที่ริมฝีปากเล็ก แขนอีกข้างที่ว่างอยู่โอบรอบเอวเล็กๆให้ร่างกายนั้นแนบชิดมาที่ลำตัวของตน ลิ้นร้อนสอดลึกเข้าไปทำให้เสียงโวยวายและการต่อด้านทุกอย่างจากร่างเล็กหยุดลงราวกับว่าร่างนั้นแข็งเป็นหินไปแล้ว



เมื่อละริมฝีปากออกมา นัยน์ตาสีเขียวมรกตของเด็กน้อยยังคงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง สองแขนจึงจับร่างเล็กๆนั้นยกขึ้นพาดบ่าแล้วออกเดินไปโดยที่ทั้งเสียงและทั้งการต่อสู้เงียบสงบลงจนไม่น่าเชื่อ.....





..........................................................................................................................................................





นี่แก.....ไม่ได้กำลังจะพาฉันไปส่งตำรวจเร๊อะ     ร่างเล็กๆที่นั่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามภายในรถม้าเอ่ยถามออกมาทั้งๆที่ยังไม่ยอมสบตา แก้มใสยังคงแดงระเรื่อกับการกระทำของคนที่จับกุมตนมาเมื่อครู่....พอได้มองเห็นชายร่างโปร่งตรงหน้าชัดๆแล้วก็รู้สึกได้ว่า คำพูดที่หมอนั่นบอกว่าเขาคือหลานชายอาจจะเป็นจริงก็ได้ เพราะใบหน้าของเขากับของหมอนั่นช่างคล้ายคลึงกันราวกับว่านั่น คือใบหน้าของตัวเองในอนาคตยังไงอย่างงั้น จะแตกต่างก็ตรงที่รอยสักรูปเปลวไฟที่พาดผ่านซีกหน้าข้างหนึ่งนั่นก็เท่านั้นเอง....



ฮายาโตะ ?     เสียงเรียกเบาๆทำให้รู้สึกตัว...มือเล็กที่กำลังลูบรอยสักบนใบหน้าสะอาดสะอ้านนั่นหยุดชะงักลง.....เขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมาไหร่?......แล้วลำตัวเล็กๆก็ต้องรีบเด้งกลับมายังที่เดิม.....



เมื่อกี้เขากำลังทำอะไร?  ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับก้มหน้าลงปิดบังความอายที่ซ่อนอยู่.....ทำไม.....



แต่ถ้าเขาเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ก็คงจะได้รับรู้ความรู้สึกบางอย่างที่สายตาคู่นั้นส่งมา....



เธอรู้ตัวหรือเปล่า....ว่าสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่....มันคือความเคยชินที่ฝั่งลึกอยู่ในจิตวิญาณของเธอเอง....



รถม้าวิ่งห่างจากตัวเมืองออกมาไกลขึ้นเรื่อยๆ ป่าโดยรอบเริ่มทำให้ร่างเล็กๆสงสัย เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายตรงหน้าเลย มีเพียงรอยสักรูปเปลวเพลิงเท่านั้นที่มันดึงดูดจนคนอย่างเขายอมตามมา....ไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร....บางทีเขาอาจจะโดนหลอก ชายคนนี้อาจจะล่อลวงเขาไปขายอย่างที่เคยโดนมานั่นก็ได้....แต่ก็ไม่รู้ทำไม เวลาที่มองเห็นดวงตาคู่นั้นมองมา มันก็รู้สึกได้ว่า....คนคนนี้...คือคนที่ต้องการเขาด้วยใจจริง....



เสียงกุบกับของรถม้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอจนร่างเล็กๆที่ไม่เคยได้นอนหลับอย่างไร้ความหวาดระแวงค่อยๆปรือตาลง ความง่วงงุนเข้ามาครอบงำสติที่มี จนผล็อยหลับไปในที่สุด ร่างโปร่งขยับกายจากฝั่งตรงข้ามมาอยู่ฝั่งเดียวกัน ยกศีรษะเล็กให้หนุนมาที่ตักของตน....มือบางลูบเส้นไหมสีเงินนั่นช้าๆ คราบเลือดจุดเล็กๆติดอยู่ที่ปลายผม....ไม่ว่าเธอจะไปเจอกับอะไรมา ฉันก็จะปกปิดและปกป้องเธอเอาไว้....ฉันจะไม่ให้ใครมาทำให้เวลากว่าร้อยปีที่ฉันรอคอยต้องสูญเปล่า.....





..........................................................................................................................................................................





ที่นี่..........



ที่ไหนกัน.........



นัยน์ตาสีเขียวมรกตเปิดขึ้นอย่างช้าๆ มองไปรอบกายซึ่งคล้ายกับว่าอยู่ในความฝัน เตียงสี่เสากับที่นอนนุ่มๆแล้วยังห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงามนี่อีก เขากำลังอยู่ในความฝันแน่ๆ ร่างเล็กๆลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงกว้างอย่างช้าๆ ลองหยิกที่แขนดูน้ำตาก็แทบร่วงด้วยความเจ็บ.....ไม่ได้ฝันไปนี่....แล้วทำไมคนอย่างเขาถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้



ก๊อก  ก๊อก.....



แว่วเสียงเคาะประตูทำให้ใบหน้าสวยหันไปมอง คนที่เดินเข้ามาเป็นชายแก่ในชุดของพ่อบ้านที่เขามักจะเห็นคนพวกนี้เดินตามคุณหนูผู้สูงศักดิ์อยู่ตามท้องถนนย่านคนรวย...ชายคนนั้นก้มหัวคำนับเขาครั้งหนึ่ง



อรุณสวัสดิ์ครับนายน้อย...ยินดีต้อนรับสู่ปราสาท Quinta da Regaleira นะขอรับ     ชายแก่คนนั้นเดินไปเปิดม่านให้แสงแดดจากภายนอกสาดส่องเข้ามา แต่นั่นไม่ได้ทำให้ร่างเล็กๆตกใจไปได้มากกว่าชื่อของสถานที่ที่เขาอยู่



อะ....อะไรนะ.....แกบอกว่าฉันอยู่ที่ไหนนะ!”    



ปราสาท Quinta da Regaleira ขอรับ...ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะขอรับ นายท่านกำลังรอนายน้อยอยู่ที่ห้องรับประทานอาหารนะขอรับ     ชายแก่ท่าทางใจดีคนนั้นยิ้มให้ครั้งหนึ่งก่อนที่จะโค้งคำนับแล้วเดินออกจากห้องไป



มะ....ไม่จริงน่า.......



นี่เขากำลังอยู่ในปราสาทผีดูดเลือดที่คนเค้าล่ำลือกันนั่นหรอ?



ร่างเล็กลุกพรวดไปยังหน้าต่าง มองออกไปภายนอก....รอบๆเป็นสวนที่ถูกตัดแต่งอย่างสวยงาม ไกลออกไปคือป่าทึบสุดลูกหูลูกตา...ร่างเล็กๆถึงกับนิ่งไป...



ถึงว่าสิ....ที่แท้เจ้านั่นก็เป็นผีดูดเลือดสินะ ถึงได้สามารถสะกดให้เขาหลงตามมาได้....ใบหน้าสวยหันมองไปรอบกาย....คงต้องหนีอย่างเดียวแล้วละ ใครจะยอมเป็นอาหารให้มันล่ะ แต่จะกระโดดลงทางหน้าต่างก็คงไม่ไหว เพราะเท่าที่มองดูมันสูงเอาการอยู่....



ร่างเล็กๆค่อยๆย่องออกจากห้องทั้งๆที่ยังอยู่ในชุดนอน....ใครมันบังอาจมาเปลี่ยนชุดบ้าๆนี่ให้เขาวะ....มันเป็นชุดกระโปรงสีขาวยาวติดกัน มีลูกไม้สีขาวเล็กๆติดที่รอบคอและปลายแขนยาว ดูเหมือนตามเนื้อตามตัวก็จะถูกเช็ดทำความสะอาดอย่างหมดจด รอยแผลที่ได้มาก็มีการทายาให้อย่างดี....



จะดูดเลือดกันทั้งที ต้องทำความสะอาดเหยื่อถึงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย.....



ร่างเล็กๆเดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ไม่รู้เลยว่าทางไหนจะไปโผล่ที่ไหน ทางออกที่ตามหาจะอยู่ที่ไหน จากห้องหับที่ดูงดงามเขาก็เดินตัดผ่านพวกมันมายังสวนเล็กๆภายนอก แล้วเดินเข้าอาคารอีกฝั่งหนึ่ง....เดินวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นจนเริ่มจะหมดแรง....ให้ตายเถอะทำไมมันถึงได้กว้างใหญ่แบบนี้นะ



สวนที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าดูแปลกตากว่าที่อื่น เพราะนอกจากพื้นหญ้าที่ล้อมรอบอยู่ก็ไม่มีต้นไม้อะไรปลูกเอาไว้อีก เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆถึงได้รู้ว่า.....มันคือทางลงบ่อน้ำนั่นเอง.....



ชะโงกหน้าลงไปดู ก็มองเห็นก้นบ่อแห้งสนิท เคยได้ยินมาว่า ที่ใต้ฐานของปราสาทมีทางน้ำใต้ดินที่มีศพฝังอยู่มากมายและมันก็เชื่อมไปยังทะเลสาบด้วย.....ถ้าเดินไปถึงทะเลสาบได้เขาก็จะหนีรอด....



เฮ้อ....ชีวิตนี้ ทำไมต้องหนีตลอดเลยนะ    ใบหน้าสวยถอนหายใจออกมาเฮือกนึง ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวขาเดินตามบันไดเวียนหินที่อยู่รอบๆทางลงบ่อน้ำแห้งลงไปเรื่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ มันลึกมากกว่าตึกห้าชั้นเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้นแสงแดดก็ยังคงส่องลงมาถึงก้นบ่อ ทำให้ดูไม่น่ากลัวเลยสักนิด



จนเมื่อสุดทาง เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นก้นบ่อที่เปียกชื้นนิดๆ สายตากวาดมองไปรอบๆ มีทางที่เชื่อมต่อกันอยู่จริงๆด้วย จึงเดินตามทางนั้นไป ได้ยินเสียงลมพัดผ่านมา...ข้างหน้านี้จะต้องเป็นบ่อน้ำใต้ดินแน่ๆ และที่อยู่เหนือหัวของเขาขึ้นไปก็คงจะเป็นตัวปราสาทสินะ ป่านนี้เจ้าผีดูดเลือดนั่นคงกำลังนั่งจิบชารออาหารอย่างเขาเข้าไปหาละสิ...ฝันไปเถอะ!!



แสงสว่างธรรมชาติจากแสงแดดดูเหมือนจะส่องลงมาไม่ถึงบริเวณนี้ ร่างเล็กๆเดินต่อไปเรื่อยๆท่ามกลางความมืดสลัว น่าแปลก...ที่ได้ยินแต่เสียงลมที่พัดผ่านมา แต่ไม่ได้ยินเสียงธารน้ำเลยสักนิด...หรือว่าข่าวลือที่ว่ามีธารน้ำอยู่จะไม่ใช่ความจริง....แต่ก็....มีแต่ต้องเดินต่อไปเท่านั้นแหละนะ



ความอับทึบและความชื้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างเล็กๆยิ่งเดินลึกเข้ามามากเท่าไหร่ แต่แทนที่มันจะมืด ทางข้างหน้ากลับมาแสงสว่างสีเงินเรืองรองอยู่ ราวกับว่ามันเป็นมนต์สะกด ร่างเล็กๆเดินตรงเข้าไปหาแสงนั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด....ทั้งๆที่รอบกายนั้นหนาวเย็น แต่ความรู้สึกในใจกลับอบอุ่น....มีอะไรบางอย่างกำลังร้องเรียกเขาอยู่....อะไรบางอย่าง.....



เมื่อพ้นจากทางเดินมืดทึบ โถงที่อยู่ตรงหน้ากว้างและเพดานสูงกว่าทุกที่ที่ผ่านมา มีผนังหินยื่นเข้ามาตามธรรมชาติ บางที่ถูกเจาะสำหรับเป็นทางเดิน เขารู้แล้วว่าแสงสว่างพวกนั้นมาจากไหน และทำไมเขาถึงไม่ได้ยินเสียงน้ำไหล....นั่นก็เพราะว่า....ธารน้ำใต้ดินแห่งนี้....มันเป็นน้ำแข็งนั่นเอง....



ร่างเล็กๆเดินตามทางเดินหินที่วางอยู่ในน้ำแข็งไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่ามันจะไปจบที่ตรงไหนและต้องพบเจอกับอะไร...แต่เสียงเรียกนั่นก็ทำให้ขาก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ



จากที่เคยเดินอยู่บนทางเดินหิน เท้าเปลือยเปล่าก็ลงมาเดินอยู่บนน้ำแข็งได้อย่างไรก็ไม่รู้ตัว เดินห่างออกจากผนังถ้ำเข้าไปยังใจกลางของธารน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ



หัวเข่าทั้งสองข้างค่อยๆทรุดลง แต่ร่างกายก็ไม่ได้รับรู้ถึงความเย็นเฉียบของแผ่นน้ำแข็ง สิ่งที่ดวงตาทั้งสองข้างมองเห็นนั้นไม่อาจกล่าวออกมาได้ว่าในหัวใจกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ สองมือเล็กๆวางทาบลงบนแผ่นน้ำแข็ง ในตำแหน่งเดียวกับใบหน้าของใครบางคนที่ถูกฝังอยู่ในนั้น.....



ใบหน้าสวยที่เหมือนกับเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน เหมือนยิ่งกว่าเจ้าของปราสาทคนนั้น....ที่สำคัญคือไม่มีรอยสักพาดผ่านบนใบหน้า.....แก้มขาวซีดนั้นใสสะอาด ดวงตาที่ยังคงปรือเล็กน้อยมีสีเขียวมรกตอย่างแน่นอน เส้นผมสีเงินเป็นประกายตัดสั้นสไลด์เคลียใบหู ร่างกายนั้นอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงสีดำสนิท ดูๆไปแล้วน่าจะอายุราวๆ25ปี



เห็นแล้วหรือ....ฮายาโตะ.....     น้ำเสียงนิ่งๆของเจ้าของปราสาททำเอาร่างกายแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมอง.....



ได้ยินเสียงก้าวเดินบนแผ่นน้ำแข็งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ.....



เรื่อยๆ......



เรื่อยๆ.................



เรื่อยๆ...........................



.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

To be con.






ฟิกเรื่องนี้แต่งขึ้นมาให้กับเพื่อนที่น่ารักมากๆของข้าพเจ้าคนนึงค่ะ
สัญญาเอาไว้ว่าจะแต่งให้ในวันเกิด ที่ผ่านมาเดือนกว่าๆแล้ว ฮะ ฮะ ^ ^”



สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังไปนานนน นะคะคุวาริคุง!!!



แต่งไปจนจบตอนแรกถึงเพิ่งนึกได้...ว่าเจ้าของวันเกิดเค้าขอ 6959 หรือไม่ก็ TYL8059  80TYL59 นิหว่า....^ ^”...

แล้ว 595959 มันมาจากไหนละเว้ยเฮ้ย!!! อ่า....ขอโทษด้วยค่ะคุวาริคุง T^T แบบว่าหัวใจมันเรียกร้องง่ะ

แบบว่าเจอแดมเมจมหาศาลจากปกเล่ม28เข้าไป บวกกับเพลง BLESS ver –concerto- ของ L’arc en cielเข้าไปมันเลยออกมาเป็นฟิกที่ไม่สมเป็นฟิกวันเกิดเท่าไหร่ ^ ^”

แต่จะว่าไป มันก็คงเป็น 5959 กับ 5959 ละนะ ไม่ใช่ 595959 (งงฟ่ะ)
อ่านะ...หวังว่าจะชอบนะคะ TAT

ถึงจะเลทไปเป็นเดือน...แต่ก็...สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังอีกครั้งนะคะ!


สองตอนจบนะคะ....คาดว่า....^ ^”....จนปัญญาจริงๆกับฟิกสั้นเนี่ย ฮือออออออออออออ
  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น