KW Original [องศาxพายุ] องศา π (พาย) : 17
:
KW Original เป็นนิยายออริของคุณกวางเองค่ะ ไม่ใช่ฟิคชั่นน้า
:
องศา x พายุ , เก้า x เจ้าจอม
, ภาค x กังหัน
:
Warmhearted Romantic
:
NC-17
คำเตือน :
เนื้อเรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย
หากไม่ต้องการรับรู้กรุณาปิดหน้านี้ไปนะคะ
: เนื้อเรื่องต่อไปนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น
ไม่เกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลใด
: อาจมีคำพูดหยาบคายและไม่เหมาะสม
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
นิ้วยาวกดส่งไฟล์งานไปทางอีเมล์พร้อมกับข้อความขอลาหยุดเรียบร้อย
ยังไงซะอภิสิทธิ์จากการเป็นลูกชายประธานบริษัทก็คงจะทำให้พี่สถาปนิกหัวหน้าห้องแบบไม่สืบสาวราวเรื่องอะไรมากนัก
เขาจึงไม่จำเป็นต้องหาคำแก้ตัวเตรียมไว้ว่าจะลาไปไหนไปทำอะไร
ใบหน้าแบบแบดบอยหันไปมองร่างที่นอนขยุกขยิกอยู่บนเตียง
แม้จะผ่านมาเป็นชั่วโมงแล้วแต่เจ้าจอมก็ยังไม่หลับ?
นั่นสินะ...ถ้านอนอยู่บนเตียงของแฟนแล้วยังหลับลงได้ก็คงจะตายด้านเต็มที มุมปากบางจึงยกยิ้มอย่างชอบใจ
ร่างสูงยาวเดินไปปิดไฟ
ทั่วทั้งห้องจึงเหลือเพียงโคมหัวเตียงที่ส่องแสงระเรื่อ ทันทีที่เตียงยุบยวบไหล่บางก็ถึงกับสะดุ้งน้อยๆ
“นอนไม่หลับ?” เสียงห้าวถามและนั่นก็ทำให้ดวงตาที่แสร้งหลับค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างเอียงอาย
“ครับ…”
“มานี่มา” สองแขนแข็งแรงอ้ากว้างรอ ทั้งอยากแกล้ง
ทั้งอยากจะกอดเจ้าคนน่ารักนั่นเอาไว้ในอ้อมแขนจริงๆ
“.......”
เจ้าจอมมองมาที่เขาตาปริบๆแต่ก็ยังไม่ยอมขยับ
อาการเหมือนแมวน้อยขี้สงสัยว่าจะไปทางนั้นดีไหมนะ? ใบหน้าหล่อร้ายจึงหัวเราะออกไปเบาๆ
“มาเหอะน่า~ กูไม่ทำไรมึงหรอก ไม่มีถุงยาง”
เขาพูดเย้าแหย่ทำเอาคนที่เกร็งอยู่แล้วถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อมือใหญ่คว้าต้นแขนบางได้
ฟึ่บ!
เขาดึงร่างที่เบาเหมือนปุยนุ่นนั่นเข้ามาสู่อ้อมแขนอย่างรวดเร็ว
รุนแรง
แล้วกอด...เอาไว้อย่างแนบแน่น
ใบหน้าเรียวคลอเคลียเส้นผมสีน้ำตาลในขณะที่ท่อนแขนแข็งแรงซึ่งโอบกอดหัวเล็กๆนั่นไว้ก็กดมันให้จมหายลงมาในแผ่นอก
แต่อ้อมกอดที่ไม่ได้นุ่มนวลชวนฝันออกจากดิบเถื่อนด้วยซ้ำนั้นกลับถูกตอบรับด้วยท่อนแขนผอมบางที่วางลงมาบนแผ่นหลังของเขาเช่นกัน
มือเล็กๆคู่นั้น...ดึงรั้งหลังเสื้อของเขาไว้
และทุกครั้งที่เขารู้สึกถึงมันได้...สติ...ก็เหมือนจะหลุดลอยออกไปทุกที
มีแต่สัญชาตญาณดิบที่พร้อมจะเข้ามาแทนที่...
“แต่กู...ก็ไม่ได้บอกนะ...ว่าไม่มีถุงยางแล้วจะทำไม่ได้” เสียงกระซิบเย้าแหย่ของเขาพูดอยู่กับกลุ่มผมนิ่ม
“......” และเจ้าจอมก็ตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว...ฮ่าๆๆ
เขาสูดกลิ่นกายที่ผสมปนเปกันท่ามกลางความเงียบ
มีเพียงเสียงสวบสาบของเสื้อผ้าซึ่งเสียดสีกันเท่านั้นที่ส่งออกมา
อ้อ...ยังมีอีกเสียงที่ชัดเจนกว่า...
ตึกตัก... ตึกตัก...
ตึกตัก...
เสียงหัวใจ...ของพวกเรา...
“แล้ว...ที่ว่าจะให้กูเป็นแบบวาดรูปนี่ ไม่ใช่เทอมที่ผ่านมานี่เหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบทั้งที่ยังไม่ละใบหน้าออกจากกลุ่มผมนิ่ม
“เปล่าครับ... เทอมหน้า... ก็เหมือนไฟนอลโปรเจคของปีหนึ่งนั่นแหละครับ” เจ้าจอมส่งเสียงงึมงำออกมาจากแผ่นอกของเขา
“แล้วมึงจะเริ่มทำเมื่อไหร่?”
พวกเรานอนคุยกันโดยไม่ละออกมาจากอ้อมแขน
“...อืม…ผมว่าจะเริ่มซักกลางเทอมหน้า…พี่เก้า…ติดอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ติด ที่กูถามกูจะได้ฟิตหุ่นไง” เขาขยับแขนข้างหนึ่งมาเบ่งกล้ามให้เจ้าจอมดู
“....มะ ไม่ต้องฟิตก็ได้ครับ…ตอนนี้...พี่ก็หุ่นดีอยู่แล้ว…”
เสียงใสพูดงึมงำอย่างเขินๆและนั่นก็ทำให้สัญชาติญาณคนขี้แกล้งเริ่มทำงาน
“หรือถ้ามึงอยากดูหุ่นดีๆ~ของกูตอนนี้เลยก็ได้นะ
เดี๋ยวกูถอดให้ดู” ใบหน้าแบดบอยก้มมองใบหน้าใสที่ผงะเงยขึ้นมาสบตากันพอดี
“ปะ เปล่า” เจ้าจอมปฏิเสธเลิ่กลั่กหน้าแดงไปหมด
“มึงจะเขินอะไรเนี่ย เคยเห็นกูถอดเสื้อออกจะบ่อย” เขาหัวเราะขำๆก่อนจะโยกตัวคนในอ้อมแขนเล่นไปมา
“ก็มันไม่เหมือนกัน... ตอนนี้...ผมนอนอยู่บนเตียง…ของพี่...”
เจ้าจอมก้มงุดหูแดงก่ำทำเอาคนหยอกเย้าเขินตามไปด้วยเฉย
เขาจึงได้แต่เงยหน้ามองฝ้าเพดาน
ความเงียบ...ค่อยๆสร้างช่องว่างขึ้นมา
แต่เพราะแบบนั้นเขาจึงได้ยินเสียงงึมงำหลังจากนั้นอย่างชัดเจน
“แต่ว่า…ผมก็อยากดู…เสือบนหลังพี่…” ดวงตาเรียวชะงักค้างไป
“......” ก่อนที่มันจะเหลือบมองเส้นผมสีน้ำตาลในอ้อมแขนนั่นนิ่งๆ
เขาเริ่มรู้สึก...ถึงความอันตราย... หากเจ้าจอมยังยั่วเขาโดยไม่รู้ตัวแบบนี้...
“เอาสิ” และทันทีที่สิ้นประโยค
ฟุ้บ!
ร่างบอบบางก็ถูกพลิกลงไปอยู่ใต้ร่างสูงในพริบตา
“อ๊ะ?” เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนกระจายเต็มหมอน
ลำตัวบางก็ถูกเข่าของเขาล็อคเอาไว้ สภาพตอนนี้มัน...ล่อแหลมสุดๆ...
สองมือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดดึงชายเสื้อของตัวเองขึ้นมา...ก่อนจะถอดมันผ่านหัวออกไป
ท่อนบนของเขา...จึงเปลือยเปล่า
แล้วก่อนที่เจ้าจอมจะหัวใจเต้นจนวายตาย
ใบหน้าหล่อร้ายก็โน้มลงไปกระซิบที่ใบหูแดง
“อยากเห็นเสือบนหลังกูไม่ใช่หรือไง?
กูก็ถอดให้มึงดูนี่ไง” ริมฝีปากบางเลาะเล็มขบจูบใบหูร้อนเบาๆ
มือใหญ่เอื้อมไปจับมือบางก่อนจะค่อยๆดึงมันมาวางไว้บนแผ่นหลังของตัวเอง
“เจอไหม?
เสือของกู” เขากระซิบถามทั้งที่ยังพรมจูบอยู่แถวกกหู
เจ้าจอมถึงกับหายใจหอบหนัก
“คะ
ครับ...” มือบางลูบลงไปบนแผ่นหลังกว้าง
แต่สัมผัสแค่นั้นมันก็ทำให้เขาแทบทนไม่ไหว ...จริงๆนะ
มือของคนที่มีผลต่อหัวใจนี่มันต่างจากมือของคนอื่นจริงๆ
กึด!
เขากัดฟันจนสันกรามขึ้น
ถ้าไม่ห้ามตัวเองตอนนี้มีหวังเตลิดเปิดเปิงแน่สติ
“ฮ้า...” ริมฝีปากจึงอ้ากว้าง...ก่อนจะงับไปที่ลำคอระหงเพื่อหาที่ระบาย
“อึก?!
พี่เก้า?...”
เจ้าจอมสะดุ้งเมื่อเขาขบเม้มกดจูบผิวเนื้ออ่อนนุ่มนั่นแรงๆ
ใบหน้าหล่อร้ายละออกมาพร้อมกับทิ้งรอยแดงเอาไว้...เหมือนดอกกุหลาบ...ที่แต่งแต้มอยู่บนผ้าใบสีขาว...
“ไม่ใช่ว่ากูไม่อยากทำนะมึงอย่าเข้าใจผิด
แต่ที่นี่...เพื่อนกูอยู่เยอะเกินไป แล้วมันก็ไม่เก็บเสียง” เขากระซิบบอกเจ้าจอมด้วยแววตาเหมือนหมาป่า
เจ้ากระต่ายน้อยรีบพยักหน้าหงึกๆทันที
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจอย่างเสียดายแต่ก็ตัดใจพลิกกายนอนหันหลังให้
เขาพยายามเรียกสติ สมาธิและตบะให้กลับคืนมา รับปากไปแล้วนี่ว่าจะไม่ทำ เฮ้อ...
ความเงียบโรยตัวเข้ามาอีกครั้ง
แต่มันก็ไม่ได้น่าอึดอัดใจขนาดนั้น มันเหมือนอยู่ในภวังค์...มากกว่า
เขารู้สึกถึงปลายนิ้วเย็นๆที่แตะไล่ไปตามรอยสักบนแผ่นหลัง...ชอบจริงๆสินะเจ้าเสือตัวนั้น
“พี่เก้า...ชื่อจริงชื่ออะไรเหรอครับ?” เจ้าจอมถามขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศเหมือนอยู่ในห้วงแห่งฝัน
“หื๋ม?
นาวา...นาวา รณฤทธิ์...? ถามไปทำไมเนี่ย? จะเอาไปผูกดวงเหรอ?
เอาวันเดือนปีเกิดด้วยไหม? ฮ่าๆๆ”
เสียงห้าวเอ่ยแซวทั้งที่ยังนอนหันหลังให้
“มะ
ไม่ใช่ซักหน่อย...” เขารู้สึกถึงปอยผมที่แตะลงมาบนแผ่นหลังราวกับอีกฝ่ายกำลังเอาหัวมาซบอยู่
“แล้วตกลงถามไปทำไม?” ใบหน้าแบดบอยกวาดมองอะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเพื่อหาทางสงบจิตสงบใจ
“....ผม...จะอยากรู้เรื่องของคนที่ผมชอบ...ไม่ได้เหรอครับ...” อ่า...น่ารักชิบหาย
น่ารักจนจะทนไม่ไหวแล้วโว้ย~
“อืม
ถามมาอีกสิ มึงอยากรู้เรื่องอะไรของกูอีกก็ถามมาให้หมด” เขากดใบหน้าตัวเองจนคางชิดอก...หลับตา...แล้วผ่อนลมหายใจออกไป...อะไรที่มันร้อนๆอยู่จงเย็นลงเดี๋ยวนี้
“นาวานี่...หมายถึงเรือเหรอครับ?”
“เปล่า...มาจากคำว่า
นว ที่แปลว่า เก้า เพราะกูเกิดวันที่เก้าเดือนเก้า กูถึงได้ชื่อเก้า” หลายๆคนก็คิดเหมือนเจ้าจอมนั่นแหละ
หายากที่จะคิดว่าชื่อจริงของเขามาจากเลขเก้า
“เอ๋?
ถ้างั้นสองก็เกิดวันที่สองเดือนสองด้วยหรือเปล่าครับ?” เจ้าจอมลองเดาและมันก็ดันใช่อีก
“คิก~ ถูกเผง
แล้วมึงรู้ไหม กูยังมีพี่ชายที่ชื่อหนึ่งกับสามอีก”
“...อย่าบอกนะว่า...พี่ชายของพี่ก็เกิดวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง
กับสามเดือนสาม...งี้เหรอครับ?”
เขาถึงกับหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆ
ใช่ อัจฉริยะไหมล่ะพ่อกูอ่ะ” นะ อัจฉริยะกับสิ้นคิดนี่อาจจะมีแค่เส้นบางๆกั้นก็เป็นได้
พวกเราสี่พี่น้องได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าพ่อน่าจะตั้งใจแหละม้าง
ไม่งั้นจะเกิดเลขวันเหมือนกับเลขเดือนอย่างงี้ได้ไง
คงไม่ได้บังเอิญแล้วตั้งชื่อส่งๆไปหรอก~
ถึงมันจะเป็นไปได้ก็เถอะพ่อเขาน่ะ!
“ฮึ
ฮึๆๆ ครับ~” ได้ยินเสียงเจ้าจอมหัวเราะชอบใจ
“แต่ผม...ก็ขำพ่อพี่ซะทีเดียวไม่ได้หรอก...ในเมื่อพ่อผมเองยังตั้งชื่อลูกชายได้สับสนพอกัน” ใบหน้ามนอมยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องของตัวเองบ้าง
“กูรู้!
ไอ้สองมันเล่าให้กูฟัง ชื่อของมึงนี่อะไรนะ? ขวัญเขตต์? ส่วนพี่ชายมึงก็
เขตต์ขวัญ? ฮ่าๆๆ”
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าจอมถึงดูมึนๆอึนๆแบบนี้ มันคงเป็นที่ DNA
“ครับ...นั่นแหละครับ...โชคดีที่เราไม่ใช่ฝาแฝดที่เหมือนกันมากนัก
เลยไม่สับสนเท่าที่ควร...” ใบหน้ามนยิ้มแหยๆ
ความเงียบกร้ำกรายเข้ามาอีกครั้งเมื่อไม่มีใครเปิดบทสนทนา
เพราะอยู่กับเจ้าจอมนั่นแหละเขาเลยรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องหาเรื่องมาคุยกันตลอดเวลาก็ได้
ปล่อยให้เงียบบ้าง
ปล่อยให้ทุกสิ่งหยุดนิ่งบ้าง
แล้วเราจะได้ยินเสียง...
ได้รับรู้ถึงสัมผัสที่แสนสำคัญ...ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดังเช่นอ้อมแขนนี้...
“......” ดวงตาเรียวถึงกับเบิกกว้าง
เมื่อจู่ๆท่อนแขนบางก็สอดเข้ามากอดเขาจากทางด้านหลัง...
มันชัดเจนไปหมด...ทั้งอุณหภูมิร่างกาย
ทั้งลมหายใจ ทั้งเสียง...ที่ดังออกมาจากใต้แผ่นอกซ้าย
ไอร้อนอบอวลพร้อมกับหมู่มวลม่านหมอกแห่งความรักจนดวงตาเรียวค่อยๆหลุบลง
ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักวางทาบลงไปบนแขนของเจ้าจอม
ก่อนจะสอดนิ้วทั้งห้าประสานเข้ากับหลังมือเล็ก
เขาปล่อยให้ความเงียบดำเนินต่อไป
ซึมซับความรักและหัวใจที่ต่างก็มอบให้กัน
ถึงจะรู้ว่าคืนนี้...เขาไม่มีทางหลับลงเลยก็ตาม...
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูทำให้ดวงตาที่เพิ่งจะปิดลงได้ไม่นานต้องเปิดขึ้นมาอย่างงัวเงีย
“เก้า?” เสียงไอ้ไม้?
หัวสกินเฮดผงกขึ้นมาก่อนจะระมัดระวังไม่ให้คนที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนตื่น
“ไอ้เก้า
มึงตื่นยังวะ?” ร่างสูงผมยาวราวกับเอลฟ์เปิดประตูเข้ามา
มันเป็นภาพแปลกตาทีเดียวเพราะปกติพวกเขาไม่เคยปิดประตูกัน
“อื้อ...มีไร?” เขาขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ
น่าเสียดายที่ต้องละจากความอบอุ่นที่โอบกอดไว้ทั้งคืน
“มึงขับรถไปส่งกูที่บ้านจรัญฯหน่อย
จะออกไปเรียกแท็กซี่ไอ้ภาคมันก็กลัวคนของพ่อมันจะเห็นภูมิ เลยอยากให้ซ่อนอยู่ในรถแล้วขับออกไปเลยมากกว่า”
“อือ
โอเค” ร่างสูงใหญ่ค่อยๆขยับกายออกจากเตียงเบาๆ
ไอ้ห่าพวกนี้เล่นอะไรกันอีกแล้วเนี่ย? เพราะยังง่วงเลยขี้เกียจถาม
“โทษทีว่ะ
พอดีไอ้ภาคมันไม่อยากให้คนของพ่อมันตาม ถ้ามันเป็นคนขับรถออกไปคงถูกสะกดรอยตามแน่”
“ไม่เป็นไร
ทำเป็นหนังสายลับเลยนะพวกมึงเนี่ย”
เขาเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก่อนจะหยิบเสื้อกล้ามมาสวมลวกๆ
“ว่าแต่
ทำไมมึงไม่ไปปลุกเจ้าของรถให้มันขับไปส่งวะ?”
เขาถามไอ้ไม้ที่ยืนพิงประตูในขณะที่หยิบเสื้อเชิ้ตมาสวมทับอีกตัว
“......มึงก็รู้...ว่ากูปลุกมึงดีกว่าปลุกไอ้เด็กจากนรกนั่น
กว่ามันจะตื่นได้คงเที่ยงพอดี”
“ก็จริงของมึง
ฮ่าๆๆ” เขาส่ายหน้าเมื่อนึกถึงไอ้ตัวแสบก่อนจะเดินไปที่เตียง
“ขวัญ...” ร่างสูงยาวโน้มตัวลงไปกระซิบบอกคนหลับเบาๆ
“อื้อ...?” เจ้าจอมลืมตาขึ้นมาข้างนึงอย่างงัวเงีย
เด็กนี่เองก็เพิ่งจะได้หลับไม่ต่างจากเขาหรอก
“เดี๋ยวกูออกไปส่งเพื่อนแป๊บ
มึงนอนต่อไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมา” เขาจูบขมับสวยนั่นเบาๆ ดีที่คนมองอยู่คือไอ้ไม้
ถ้าเป็นเพื่อนชั่วคนอื่นคงได้แซวยับ
“ครับ?...มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?...” เจ้าเด็กดียังอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใย
มือใหญ่จึงลูบหัวเบาๆ
“นอนต่อเถอะๆ” เขากล่อมจนคนง่วงหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องมา
“แล้วไอ้ห่าธีร์อ่ะ?” ใบหน้าแบดบอยหันไปถามไอ้ไม้ที่เดินมาด้วยกัน
“มันรอถ่ายรูปเรือขนทรายยามเช้าอะไรของมันอยู่
กูไปถามแระ”
“ไอ้สัสนี่
เห็นเรือสำคัญกว่าเพื่อนได้ไง”
“ฮ่าๆ”
ขายาวๆก้าวลงบันไดมาก็เห็นไอ้ภาคยืนอยู่ข้างรถกับน้องชายมันที่นั่งอยู่หลังรถ
“ไม้
กูฝากน้องกูด้วยนะ ถ้ามีอะไรมึงก็โทรบอกกูแล้วกัน” ไอ้ภาคก้มตัวมาพูดผ่านกระจกเมื่อพวกเขาเข้าประจำที่ในรถ
ไอ้ไม้กำลังจะพาน้องไอ้ภาคลี้ภัยไปอยู่ที่บ้านของมัน...ในหุบเขานั่นพ่อไอ้ภาคคงหาไม่เจอแน่
“มึงไม่ต้องห่วงหรอก
มึงก็รู้ว่าอยู่กับกูปลอดภัยแน่นอน”
ไอ้ไม้ยิ้มชิลๆทำเอาไอ้ภาคหัวเราะออกมาเบาๆ
“หึ
เออ” ใบหน้าหล่อเหลาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาน้องชายที่นั่งอยู่บนเบาะหลังแทน
“ถ้ามีอะไรก็โทรมานะ”
“ครับ...พี่”
ร่างสูงใหญ่ในเสื้อผ้าแบบเซอร์ๆเดินเข้าไปในวอร์ดเด็กที่แสนวุ่นวาย
ทั้งหน้าตาที่โดดเด่นทั้งทรงผมที่ไม่เหมือนใครทำให้เด็กหนุ่มถูกเหลียวมองจนแทบจะเป็นสายตาเดียว
โชคดีที่น่านฟ้า
ปัทมวารินทร์ถูกมองแบบนี้มาทั้งชีวิต เขาจึงไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่
ขายาวยังคงก้าวต่อไป
สายตาก็มองหาแผนกโรคหัวใจเด็กไปด้วย...ปกติแล้วเขาไม่เคยมาเดินผ่านห้องตรวจด้านหน้าแบบนี้หรอก
แต่เมื่อกี้ตอนที่เดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อจะไปดักรอคุณหมอที่ห้องพักแพทย์
เขากลับพบว่าทางเดินนั้นถูกคุณแม่บ้านใช้แผ่นกั้นวางปิดไว้เพื่อทำความสะอาด
เขาจึงใช้ทางนั้นไม่ได้
แล้วก็เพราะมาเดินด้านในวอร์ดที่ต้องผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลนี่แหละ
เขาถึงได้รู้อะไรดีๆเข้า...
“คุณพ่อน้องมายด์ฝากไว้ให้คุณหมอกังหันอีกแล้วเหรอ?” ก็เพราะชื่อแสนคุ้นหูที่ได้ยินทำให้เขาเหยียบเบรกจนแทบจะหัวทิ่ม
ร่างสูงใหญ่ตวัดตัวหลบเข้าไปยังหลืบเสาแถวนั้นทันที...การอยากรู้เรื่องของคนที่ชอบมันไม่เห็นจะแปลกตรงไหนนี่
“วันนี้เป็นอะไร?
แซนวิช? ว้าว นี่มันของร้านที่ดังๆแพงๆนั่นไม่ใช่เหรอ?” คุณพยาบาลไม่ได้เปิดดูหรอกแต่จากโลโก้ที่แปะหราอยู่หน้าถุงกระดาษก็รู้แล้วว่าเป็นขนมที่มาจากร้านชื่อดัง
ทำเอาใบหน้าหล่อเหลาต้องก้มลงมามองถุงใส่แซนวิชทำเองในมือเลยแหะ
“ก็ใช่ไง
พี่ว่ามันชักจะแปลกๆแล้วไหม? ชอบฝากขนมไว้ให้ตลอดยังพอว่า
แต่บางวันฝากเป็นดอกไม้เลยด้วยนะ ไม่ใช่ว่ากำลังแอบจีบคุณหมออยู่เหรอ?” คุณพยาบาลซุบซิบกันเสียดังเชียว
ทำเอาเขาอยากรู้เลยแหะว่า ‘พ่อของน้องมายด์’ ที่ว่านั่นเป็นใครกัน
“อ้าว!
คุณหมอมานั่นแล้ว คุณหมอคะ! หมอกังหัน~”
พี่พยาบาลเรียกคุณหมอที่กำลังจะเดินผ่านไปให้ต้องเลี้ยวกลับมา
“ครับ?” ใบหน้าสะอาดสะอ้านเอียงคออย่างสงสัย
“พ่อน้องมายด์ฝากของไว้ให้อีกแล้วค่ะ
แถมกำชับบอกว่าคุณหมอต้องกินด้วยนะคะ”
พี่พยาบาลต่างก็อมยิ้มกรุ้มกริ่มมีแต่คุณหมอที่ทำหน้าอ้ำๆอึ้งๆ
“พี่เอาไปทานกันเถอะครับ
ผมบอกแล้วไงว่าไม่รับของจากคนไข้~”
คุณหมอทิ้งร่างอันห่อเหี่ยวพิงเคาน์เตอร์ก่อนจะดันถุงกระดาษนั่นออกไปด้วยสีหน้าลำบากใจ
“โหย
พวกเรากินแทนทุกวันไม่ได้หรอกนะคะ วันนี้คุณหมอรับไปเถอะค่ะ
เดี๋ยวนี้รุกหนักถึงขั้นให้น้องมายด์ถามคุณหมอเลยไม่ใช่เหรอคะว่าขนมอร่อยไหม
คิกๆๆ”
พี่พยาบาลต่างหัวเราะชอบใจในความทุกข์ระทมของคุณหมอผู้เนื้อหอม
“เฮ้อ...พรุ่งนี้ห้ามรับของมาให้ผมอีกนะครับ
ใครรับมาก็ทานเองนะครับ~”
มือขาวจำต้องหยิบถุงกระดาษนั่นมาอย่างจนใจ
ขายาวก้าวกลับห้องพักด้วยสภาพห่อเหี่ยว
ถุงในมือยิ่งทำให้รู้สึกหนักอึ้งไปใหญ่
ของที่ให้มาทุกวันๆนี่ต่อให้เป็นคนไม่รู้ความแค่ไหนก็ต้องรู้ตัวแล้วไหมว่าอีกฝ่ายกำลังจีบตนอยู่
แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายไปมากกว่าญาติคนไข้เลยจริงๆ
เคยบอกไปก็หลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องเอาอะไรมาให้
บอกอ้อมๆก็บอกไปแล้วว่าเขาไม่ได้คิดอะไรด้วยแต่อีกฝ่ายก็ยังตื้อไม่หยุด
อ๊า~
ปวดหัวจริงๆเลย~
ฟึ่บ!
“อ๊ะ?” เขาเผลออุทานออกไปเบาๆเมื่อจู่ๆถุงกระดาษในมือก็ถูกฉกไป...โดยคนที่เดินตามติดมาข้างหลัง?
“อันนี้...ผมจะกินเอง
ส่วนคุณหมอ...ทานอันนี้ดีกว่าครับ” ภาค?
มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นมองถุงกระดาษที่ถูกสลับที่ด้วยความมึนงง
“หื๋อ?
นี่อะไรเหรอ?” เขาก้มมองถุงกระดาษเรียบๆที่เด็กนั่นยัดใส่มือให้ก่อนจะถามออกไป
“แซนวิชครีมสดผลไม้ที่ผมทำเองครับ
รับรองว่าอร่อยแน่ๆเพราะเพื่อนผมที่ทำอาหารเก่งมากๆลงมือสอนผมเองเลย” สองแก้มของเขาร้อนวูบวาบอย่างห้ามตัวเองไม่ได้เลยสักนิด
หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นกับถ้อยคำของอีกฝ่ายเสียได้ ทำไมเป็นแบบนี้เนี่ย! เขาควรจะรู้สึกเหมือนที่รู้สึกกับพ่อของน้องมายด์สิ!
“อะ
โอ้...ขอบใจนะ...” ใบหน้าใสตอบออกไปทั้งที่ในหัวกำลังทึ้งผมตัวเอง
อยากจะบ้าจริงๆ อ๊า~
“เวลาใช้สมองเยอะๆหรืออ่อนเพลีย กินอะไรหวานๆมันช่วยได้ดีกว่านะครับ
แถมส้มแมนดาริน สตรอว์เบอร์รี่ กับองุ่นไชน์มัสแคทก็ทำให้รู้สึกสดชื่นกว่าแซนวิชทูน่าด้วย” เสียงทุ้มพูดต่อไปในขณะที่ขยับมาเดินเคียงข้าง
น่าแปลกที่ความห่อเหี่ยวดันหายไปทุกครั้งที่เจ้าเด็กนี่เดินเข้ามา มันเหมือนกับว่า
ต่อให้บอกว่าไม่ใช่แค่ไหน มันก็ยังใช่อยู่ดี...
“อีกอย่าง คุณหมอก็ไม่ต้องกลัวอ้วนด้วย
เพราะตอนนี้คุณหมอผอมเสียจนตอนผมจับกระแทกลงมา ผมยังกลัวว่าเอวคุณหมอจะหักเอาเลยนะครับ”
กะๆๆแทกอะร๊ายยย มือบางถึงกับต้องบิดแขนยาวๆนั่นให้หุบปาก
โถงทางเดินที่เคยยาวเยื้อยกลับสั้นลงถนัดตา
อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงหน้าห้องพักของเขาเฉยเลย
“ว่าแต่
พ่อของน้องมายด์เป็นใครเหรอครับ?”
จู่ๆภาคก็ถามออกมา มือใหญ่ยกถุงแซนวิชจากร้านดังในมือขึ้นมาราวกับจะบอกว่ารู้หรอกว่าถุงนี่มาจากใคร
“แอบฟังพี่พยาบาลคุยกันหรือไงครับ?”
“ก็แค่ผ่านไปได้ยินพอดีครับ” เขาถอนหายใจก่อนจะพูดต่อไป
“น้องมายด์เป็นเด็กที่มารักษาโรคหัวใจกับหมอ
ส่วนคุณพ่อก็เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ดูแลลูกสาวคนเดียว”
“ก็เลยอยากได้คุณหมอไปเป็นแม่เด็กให้?” ใบหน้าใสถึงกับผงะกับคำพูดตรงไปตรงมานั่น
ปากเจ้าเด็กนี่นี่มันจริงๆเลยนะ
“พูดอะไรของเธอเนี่ย
น่าเกลียดจริงๆ”
“........” ภาคนิ่งไปทั้งที่ยังมองหน้าเขาตรงๆ
พวกเราต่างก็หยุดยืนอยู่หน้าห้อง โถงทางเดินสว่างจ้าจนตาพร่ามัวยิ่งทำให้บรรยากาศดูน่าหวาดหวั่นราวกับวันสิ้นโลก
บางครั้ง...เขาก็แอบกลัวเจ้าเด็กนี่อยู่เหมือนกัน
เพราะถึงภาคจะเป็นสุภาพบุรุษแต่ก็ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง
มีอำนาจและพละกำลังที่จะทำอะไรก็ได้เสียด้วย
“หึงเหรอ?
แต่เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาหึงหมอครับ?” เขาทำเป็นใจดีสู้เสือก่อนจะหันไปจับลูกบิดประตู
แต่ในใจก็ยังแอบกังวลว่าเด็กนั่นจะเจ็บปวดหรือเปล่า
หรือว่าเขาควรจะบอกไปตรงๆว่าไม่ได้เป็นอะไรกับพ่อของน้องมายด์
“ผมไม่ได้หึงหรอก
เพราะผมรู้ว่ายังไงเขาคนนั้นก็สู้ผมไม่ได้ แต่ก็หวงนั่นแหละ
ผู้ชายคนไหนก็คงไม่อยากให้ใครมายุ่งกับคนที่ตัวเองชอบทั้งนั้นแหละครับ จริงไหม?” ใบหน้านิ่งๆนั่นพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
และมันทำให้ที่เขาสู้อุตส่าห์กังวลอุตส่าห์เป็นห่วงปลิวหายไปกับสายลมทันที
“.....ระ
รู้ได้ยังไงว่าเค้าสู้เธอไม่ได้?”
“ก็ถ้าสู้ได้
จะยังต้องฝากของพวกนี้ให้คุณหมอลำบากใจอยู่จนถึงทุกวันนี้เหรอครับ? ถ้าเขาสู้ผมได้
แล้วของที่อยู่ในมือคุณหมอคืออะไรล่ะ?”
อึ้ก!....เจ้าเด็กมหาภัยพิบัตินี่มันช่างรู้จริงๆนะ!
“แล้วก็...ผมกำลังจะมีสิทธิ์หึงคุณหมอในเร็วๆนี้แหละครับ” ยิ้ม เจ้าเด็กนั่นยิ้มอย่างมั่นใจ
ส่วนเขาก็ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ เพราะมันดันเป็นงั้นจริงๆ
“ทานให้อร่อยนะครับ” ร่างสูงใหญ่หันหลังเตรียมจะเดินจากไป อ้าว?
“ดะ
เดี๋ยว”
เขาร้องเรียกรั้งภาคไว้โดยไม่ทันคิดด้วยซ้ำ
“ครับ?”
“....ไม่เข้า...ไปเหรอ?...”
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเหลือบมองประตูห้องที่แง้มเปิดออก เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเชิญชวนอีกฝ่ายออกไปเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของภาค
ใบหน้าหล่อเหลาจึงได้ทีขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงเซ็กซี่
“ไม่ดีกว่าครับ
เดี๋ยวไม่อยากออก” ไม่ใช่แค่เสียงที่ร้ายกาจ
ลมหายใจที่เป่ารดใบหูเบาๆนั่นก็ร้ายกาจพอกัน
เพราะมันทำให้คนที่ยืนนิ่งงันอย่างเขาใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“ผมต้องไปช่วยเพื่อนซ่อมบ้านแถวนี้เสียด้วย
ไว้ผมจะมาหาใหม่นะครับ”
เสียงทุ้มยังดังอยู่แถวซอกคอ และร่างกายของเขาก็ราวกับโดนไฟสุม
“แต่ถ้าคิดถึงจนทนไม่ไหว
จะโทรหาผมก็ได้นะ ผมเมมเบอร์ตัวเองไว้ในเครื่องคุณหมอแล้ว
ตอนที่คุณหมอหลับเมื่อวันก่อน” ภาคยกยิ้มและเขาก็ต้องรีบฉวยโอกาสนี้เบี่ยงตัวหนี...ก่อนที่ตัวเขาเองนี่แหละที่จะทนไม่ไหว
“ใครจะไปคิดถึง
จะไปไหนก็ไปเถอะไป๊...” ถึงปากจะเอ่ยไล่แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อ
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบางๆก่อนจะยอมล่าถอยไปแต่โดยดี
มีเพียงเขาที่ยืนกอดถุงกระดาษใบนั้นไว้ในอ้อมแขน...แล้วมองตามแผ่นหลังกว้างๆนั่นไปจนลับสายตา...
แล้วกว่าคุณหมอกังหันจะได้ทานแซนวิชครีมสดนั่นก็ปาไปบ่ายกว่าๆ
ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงไปในเก้าอี้ด้วยสภาพเหนื่อยล้า
แต่ทันทีที่เหลือบมาเห็นถุงกระดาษหน้าตาธรรมดาๆใบนั้นก็เหมือนจะมีกำลังใจขึ้นมา
นี่ขนาดยังไม่ได้กินเลยนะ ความรักนี่มันน่าอัศจรรย์เสียจริง
ขนาดเขาเองก็เรียนก็รู้มาตลอดว่าความสุขใจพวกนี้มันก็เกิดมาจากสารบางอย่างที่สั่งการจากสมอง
ทั้งที่ควรจะห้ามได้ ไม่ให้รักไม่ให้ชอบใคร แต่เอาเข้าจริงมันก็ห้ามกันไม่ได้เลย
มือขาวหยิบถุงขึ้นมาเปิดดู
ก่อนจะค่อยๆหยิบกล่องกระดาษที่อยู่ข้างในออกมา
ว้าว~
มีแซนวิชครีมสดรูปสามเหลี่ยมหน้าตาน่าทานวางเรียงกันอยู่หลายอัน ไส้ในของมันก็มีผลไม้หลากหลายชนิด
แต่ที่สะดุดตาเขาก็คือเจ้าสตรอว์เบอร์รี่สีชมพูดูหวานแหววนี่แหละ
อ่ะ?
มีโน้ตอยู่ด้วย?
ภาคแปะโน้ตไว้บนกล่อง
เขาจึงหยิบมาอ่านดู
[คงสงสัยสินะครับว่าทำไมสตรอว์เบอร์รี่อันนี้ถึงเป็นสีชมพู?
ไม่ใช่ว่ามันยังไม่สุกหรอกนะครับ แต่นี่คือสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์ ฮัตสึโค่ย โนะ
คาโอริ ที่แปลว่า “กลิ่นหอมของรักแรกพบ” ครับ]
สองแก้มของเขาถึงกับร้อนวาบ
ก็ดูความหมายของมันสิ...รักแรกพบงั้นเหรอ...หมายถึงพวกเราสองคนได้ไหมนะ...
ดวงตาที่สั่นไหวก้มลงอ่านโน้ตต่อไป
[ส่วนแซนวิชที่เป็นสตรอว์เบอร์รี่สีแดงก็เป็นพันธุ์ไอเบอร์รี่ “อัย”
ที่แปลว่ารัก รวมกับเบอร์รี่ก็จะเป็น “สตรอว์เบอร์รี่แห่งความรักครับ”]
เขาอ่านโน้ตไปก็เขินไป
บ้าเอ้ย! จีบกันขนาดนี้แล้วเขาจะหนีรอดยังง๊ายยยย!
ก็ดูความตั้งใจและความเอาจริงเอาจังของเจ้าเด็กนี่สิ
เป็นคนอื่นก็คงแวะซื้อแซนวิชS&Pง่ายๆจบๆไปมาให้เขาแล้วไหม
แต่เจ้าเด็กนี่กลับเอาใจใส่แม้แต่ความหมายของผลไม้ที่เลือกมาให้แถมยังเข้าใจด้วยว่าสภาพร่างกายเขาตอนนี้ต้องการน้ำตาลเป็นที่สุด
แล้วใครว่ามันเป็นแค่แซนวิชราคาถูกที่เด็กนักศึกษาไม่ค่อยจะมีเงินทำ? ไม่ใช่เลยสักนิดเพราะวัตถุดิบทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของที่เด็กบ้านๆที่ไหนจะซื้อได้
ก็ทั้งส้มทั้งสตรอว์เบอร์รี่ทั้งองุ่นพวกนี้ก็เป็นของนำเข้าทั้งหมด…
แบบนี้มัน…ขี้โกงชะมัด…
ก็ถ้าภาคเป็นแค่เด็กบ้านรวยนิสัยแย่ที่แค่ใช้เงินไปซื้อของมาฟาดหัวเขา
เขาคงจะตัดใจตัดขาดกับอีกฝ่ายง่ายกว่านี้
แต่นี่เด็กนั่นกลับมีแต่ความเอาใจใส่และใช้เงินอย่างมีชั้นเชิง ของที่ให้เขาถึงมันจะเป็นของเล็กๆน้อยๆที่ทำเองแต่มันกลับมีแต่ของระดับพรีเมี่ยม
แล้วเขาจะไม่ชอบผู้ชายที่มีหัวคิดแบบนี้ได้ยังไง แถมมันยังโรแมนติกอีก…
แง้~~
คุณหมอเด็กงับแซนวิชเข้าปากไปก็น้ำตาจะไหลไป...
อร่อยด้วยอ่ะ
ทำไงดี๊~
ร่างโปร่งบางของพายุ
ธารธารากุลถึงกับต้องกลั้นหายใจในขณะที่วางโมเดลบ้านลงไปบนคอนทัวร์ภูเขา
ฮู่ว~ ดวงตากลมใสมองมันอย่างโล่งใจเมื่อเจ้าบ้านหลังน้อยนั่นตั้งอยู่บนไซต์ของมันได้อย่างสวยงาม
นี่เป็นอาคารหลังสุดท้ายแล้วที่เขาต้องตัด
เหลือแค่ปักต้นไม้กับเก็บงานอีกนิดหน่อยงานพิเศษที่เขารับมาจากอาจารย์องศาก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
...แล้วจากนี้เขาจะเอาข้ออ้างอะไรเข้ามาหาอาจารย์องศาที่บ้านทุกวันได้ล่ะ~
เสียดายนิดๆแหะแต่จะให้ดึงยาวกว่านี้ก็คงไม่ไหว
โมเดลตัวนี้อาจารย์องศาต้องเอาไปใช้พรีเซ็นต์ให้ลูกค้าดูเสียด้วย
“ครับ
ตอนนี้ผมอยู่บ้าน ให้ไปพบผมที่ออฟฟิศวันพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
ใบหน้ามนเงยมองเจ้าของเสียงทุ้มที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ประตูเชื่อมไปยังสวน
สีหน้าของอาจารย์องศาดูหนักใจพอสมควร ใครโทรมาเซ้าซี้อะไรกัน?
“ที่บ้าน?
ไม่ได้หรอกครับ ผมไม่สะดวกน่ะ” ดูเหมือนอีกฝ่ายพยายามขอนัดเจออาจารย์องศา แต่ก็รอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้?
“เฮ้อ...ก็ได้ครับ
แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ผมยุ่งมากพี่ก็รู้”
ใบหน้าราวกับรูปสลักถอนหายใจอย่างยอมแพ้ก่อนจะตกปากรับคำอย่างไม่ได้เต็มใจนัก
ซึ่งเขาก็แอบยิ้มเบาๆ ก็อาจารย์องศายุ่งมากอย่างที่ปากว่านั่นแหละ
แต่ก็ยังหอบงานหอบการมานั่งทำอยู่กับเขาที่บ้าน อาจารย์ไม่ได้กังวลหรอกว่าเขาจะตัดโมคนเดียวไม่ได้
แล้วก็ไม่ได้ห่วงบ้านหรอกเขารู้ อาจารย์ก็แค่อยากจะหาเวลาอยู่กับเขา
อาจารย์รับโทรศัพท์แทบทั้งวัน
มีทั้งคุยกับลูกค้า คุยกับผู้รับเหมา คุยแม้กระทั่งกับช่าง
ถึงช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมที่อาจารย์ไม่ต้องตรวจแบบนักศึกษาแต่ก็ยังต้องตรวจแบบงานของออฟฟิศอยู่
เดี๋ยวก็คิดคอนเซ็ปต์ให้ เดี๋ยวก็ประชุมออนไลน์กับทีม ไม่ได้ว่างได้เว้นเลยสักนิด
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนทำอยู่ข้างๆเขา
“เดี๋ยวผมจะออกไปข้างนอกแป๊บนึงนะ
คุณใช้บ้านผมได้ตามสบายเลย” อาจารย์องศาปิดโน้ตบุคด้วยสีหน้าหน่ายๆ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?
ดูเหมือนอาจารย์ไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่?”
“เซลล์กระเบื้องน่ะครับ” เซลล์วัสดุก่อสร้างน่ะเหรอ?
เขาไปวิ่งเล่นที่ออฟฟิศพ่อมาตั้งแต่เด็กก็เลยพอจะรู้จักอยู่บ้าง แล้วก็รู้ด้วยว่าคนระดับผู้บริหารหรือเจ้าของออฟฟิศน่ะไม่จำเป็นต้องคุยกับเซลล์ด้วยตัวเองเลย
“ปกติเจ้าของออฟฟิศต้องคุยกับเซลล์เองด้วยเหรอครับ?” แล้วเจ้าแมวดำขี้สงสัยก็ถามออกไปตรงๆ
“ไม่ใช่หรอกครับ
ปกติแล้วทีมสถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการนั้นๆจะเป็นคนคุยกับเซลล์วัสดุทุกอย่างที่จะใช้กับตัวอาคารเอง
แต่เซลล์คนนี้พี่ที่รู้จักกันฝากฝังมาน่ะ
ผมก็เลยปฏิเสธไม่ได้อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ”
“แล้ว...นัดเจอกันที่ไหนเหรอครับ?”
“ร้านกาแฟแถวถนนทรงวาดนี่แหละครับ
เดี๋ยวผมขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
แล้วอาจารย์องศาก็เดินขึ้นห้องบนชั้นสองไป
หื๋ม~
เป็นเรื่องงานแท้ๆแทนที่จะมาหาอาจารย์ที่ออฟฟิศ
แล้วเซลล์ขายกระเบื้องเนี่ยไม่ได้ต้องหอบตัวอย่างกระเบื้องเยอะแยะมาให้หรอกเหรอ?
ไปนัดคุยกันที่คาเฟ่เนี่ยนะ? น่าสงสัยจริงเชียว!
เพราะฉะนั้นพอร่างสูงใหญ่ก้าวขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยรถได้
เสียงปึ้งจากการปิดประตูของที่นั่งข้างคนขับก็ดังตามมาให้ได้ยิน
“พายุ?”
อาจารย์องศาทำหน้างงเมื่อจู่ๆเขาก็ตามมานั่งบนรถด้วย
“พอดีกาวหมดน่ะครับ
ผมขอติดรถไปซื้อกาวด้วยได้ไหมครับ?”
ใบหน้ามนทำไม่รู้ไม่ชี้ ซึ่ง...ดูมีพิรุธสุดๆ
“...เอาสิ” ถึงใบหน้าหล่อเหลาจะอึ้งๆแต่ก็ตอบตกลง
มือใหญ่หมุนพวงมาลัยเมอร์ซิเดสเบนซ์สีขาวจึงแล่นออกจากบ้าน
“แล้วจะให้ไปส่งที่ร้านไหนครับ?
หรือว่าจะไปห้าง?” อาจารย์องศาถาม
จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้สิ มือบางจึงทำทียกขึ้นมาปิดปากหาว
“ฮ้าว~ ง่วงจัง~ อยากดื่มกาแฟก่อนสักแก้วจัง~ อาจารย์ขับตรงไปที่คาเฟ่ที่อาจารย์กำลังจะไปนั่นแหละครับ
ผมว่าจะไปหากาแฟดื่มสักแก้วแล้วค่อยไปหาซื้อกาวเอง อาจารย์ไม่ต้องห่วงนะครับ~”
อาจารย์องศามองหน้าเขานิ่งๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆเหมือนจับไต๋เขาได้
“หึ...เอางั้นเหรอครับ?”
“เอางั้นแหละครับ...”
“รับอะไรดีคะ?”
“ลาเต้เย็นแก้วนึงครับ” เสียงใสสั่งส่งๆไปไม่ได้อยากดื่มอะไรเลยแม้แต่นิด
ตอนนี้เขายืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์แต่สมาธิกลับจดจ้องอยู่ที่โต๊ะๆหนึ่งในร้านเสียมากกว่า
เซลล์บ้าอะไรฉีดน้ำหอมฟุ้งขนาดนี้!
ยืนอยู่นี่ยังได้กลิ่น!
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อแอบเหลือบมองไปยังโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมีคนสองคนนั่งอยู่
คนหนึ่งคืออาจารย์องศาของเขาส่วนอีกคนคือเซลล์สาวที่มีหน้าตาสะสวย
แสงแดดอ่อนๆที่สาดกระทบมาทำให้บรรยากาศแถวนั้นดูละมุนละไม
ใครผ่านไปผ่านมาก็คงคิดว่าเป็นคู่รักที่มาเดตกันในคาเฟ่เสียมากกว่า!
“ได้แล้วค่ะ
จ่ายเป็นเงินสดนะคะ”
“ครับ” มือบางรีบรับแก้วก่อนจะรีบสไลด์ตัวไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่หลังกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่
จากตรงนั้นคงมองไม่เห็นเขาหรอกมั้ง?
ร่างโปร่งบางทำตัวลีบหลบอยู่หลังต้นไม้เพื่อสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
เขาก็ไม่ได้คิดจะหึงจะหวงอาจารย์องศากับทุกคนบนโลกนี้หรอกนะ
แต่ผู้หญิงคนนั้นดูยังไงก็มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ชัดๆ
แล้วมาขายของยังไงไม่เห็นจะมีแคตตาล็อคติดตัวมาสักเล่ม?
ไม่ต้องพูดถึงตัวอย่างกระเบื้องเลย นางไม่ได้มีมาให้ดูสักชิ้น!
เขาเคยเห็นห้องวัสดุที่ออฟฟิศพ่อของเขานะ
เซลล์บางคนก็เอามาให้เป็นแผง เป็นแผ่นเล็ก ยันแผ่นเต็มก็ยังมี แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว! ผู้หญิงคนนี้จงใจจะเข้าหาอาจารย์องศาชัดๆ! มองจากตรงนี้บอกว่ามานัดเดตยังจะน่าเชื่อซะกว่า!
ฟืด~
ริมฝีปากอิ่มดูดกาแฟด้วยความหงุดหงิด
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจอาจารย์องศาหรอกนะ
กลับสงสารเสียด้วยซ้ำที่อาจารย์ปฏิเสธแรงๆไปไม่ได้เพราะอีกฝ่ายให้รุ่นพี่ออกหน้าให้แบบนี้
ริมฝีปากที่คาบหลอดไว้กระดกมันขึ้นลงอย่างเซ็งๆ
ดวงตากลมใสทอดมองแผ่นหลังของอาจารย์องศาที่ตั้งตรง
ตลอดเวลาที่ฟังผู้หญิงคนนั้นแนะนำอะไรบางอย่างใบหน้าราวกับรูปสลักนั่นก็ไม่ได้ยิ้มได้แย้มเลยสักนิด
เหมือนกำลังทำหน้าที่หนึ่งของสถาปนิกอยู่เพียงเท่านั้น
เฮ้อ~
หรือเขาออกไปก่อนดี? แต่ว่า ถ้าเกิดอาจารย์องศาต้องการความช่วยเหลือขึ้นมาล่ะ?
กึดๆๆ
ฟันขาวกัดหลอดจนบิดเบี้ยวในขณะที่ยังคิดไม่ตก
หัวสีดำก็ผลุบๆโผล่ๆอยู่หลังต้นไม้จนคนที่รู้ตัวว่าถูกแอบมองอยู่ตลอดถึงกับลอบขำเบาๆ
แล้วเสียงเอะอะก็ดังพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในร้าน
คนนับสิบที่ไปยืนออกันอยู่ที่เคาน์เตอร์ทำให้ดวงตากลมใสมองไม่เห็นโต๊ะของอาจารย์องศาอีกต่อไป
อ๊า~
อย่ามาบังสิ!
หัวสีดำพยายามโยกหลบแต่กว่าจะมองเห็นได้...อาจารย์องศาก็ไม่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว...
อ้าว?
ไปไหนแล้วล่ะ? แม้แต่เซลล์สาวก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน
คงไม่ได้ออกไปพร้อมกันตอนที่เขาถูกบังอยู่นี่หรอกนะ!
แล้วขณะที่ร่างโปร่งบางกำลังคว้ากระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์มือถืออย่างลุกลี้ลุกลน
ครืด...
ขนมเค้กหน้าตาน่ารักมากชิ้นหนึ่งก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้า...พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของอาจารย์องศาที่นั่งลงมายังฝั่งตรงข้าม...
“เอ่อ...” เขาถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก
แบบนี้ก็แสดงว่าเขาถูกอาจารย์องศาจับได้แล้วสิว่าแอบดูอยู่!
“ฮะๆๆ
กะกาแฟร้านนี้อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยนะครับ
ว่าจะนั่งจิบแค่นิดๆแต่นั่งไปนั่งมาติดลมเฉยเลย ฮะๆๆ” เขาหัวเราะแก้เขินแต่รอยยิ้มของอาจารย์ก็บ่งบอกได้หมดแล้วว่าไม่จำเป็นต้องโกหกหรอก
“เค้กก็อร่อยนะครับ
ลองทานดูสิ”
ใบหน้าราวกับรูปสลักยิ้มให้และไม่ได้ว่าอะไรเขาสักคำ เขาจึงตีมึนต่อไป
“แล้ว...คุณเซลล์คนนั้นล่ะครับ?” เสียงใสตะล่อมถามในขณะที่เอื้อมมือไปตักเค้ก
“ไปห้องน้ำครับ
เราคุยกันเสร็จแล้วล่ะ คุณจะไปซื้อกาวที่ไหนเดี๋ยวผมไปส่ง” อาจารย์องศาเท้าคางมองเขาตักเค้กเข้าปาก
สายตาที่มองมานั้นทำเอาร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า...เหมือนอาจารย์ก็อยากกิน...แต่ไม่ใช่เค้ก...
“เอ๋...คุยกันเสร็จแล้วเหรอครับ?
ทำไมไวจัง...” เขาหลบตาอย่างเขินๆ
ยิ่งถูกจ้องก็ยิ่งเผลอทำครีมเลอะขอบปาก เขาพยายามเม้มแล้วก็แล่บลิ้นเลีย
อาจารย์องศาก็ยังมองตาไม่กระพริบยิ่งทำให้เขาเขินจนไม่กล้าสบตา
“ไม่มีอะไรมากนี่ครับ
เขาว่าเขาแค่แวะมาแนะนำตัว ไม่ได้เอากระเบื้องมาให้ผมดูสักชิ้น
ผมเลยไม่มีอะไรต้องคุยกับเขาอีก” มือใหญ่อีกข้างที่ไม่ได้เท้าคางอยู่เอื้อมออกมา...ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเช็ดตรงมุมปากให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ...
ธรรมชาติของคนรักน่ะนะ...เขาเขินจนอยากจะกรี๊ดออกปาก
อยากจะม้วนตัวสามตลบแล้วเนี่ย!
“แล้ว...หลังจากนี้ยังต้องคุยกับเขาอีกไหมครับ?” เขาจับมือใหญ่ไว้ก่อนจะเอาทิชชูเช็ดให้
อย่านะ ห้ามเอาครีมที่เลอะนี่ไปกินต่อเหมือนในละครน้ำเน่าของพ่อเด็ดขาด
ไม่งั้นเขาคงได้เขินจนดิ้นตายอยู่ตรงนี้แน่ๆ!
“ไม่แล้วครับ
เดี๋ยวผมให้น้องสถาปนิกที่ดูแต่ละโครงการเป็นคนคุยกับเขาแทน
ที่จริง...มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก”
“งั้นเหรอครับ
ดีแล้วละครับ” เขาอมยิ้มก่อนจะกลับมาจ้วงเค้กเข้าปากต่อ
อร่อยจริงๆด้วยแหะ อาจารย์ก็ช่างเลือกเหมือนกันนะ
มันไม่ใช่เค้กสตรอว์เบอร์รี่หรือช็อกโกแลตที่ดูน่าจะซื้อให้คนรัก
แต่มันกลับเป็นเค้กกีวี ผลไม้ที่เขาชอบ
“มาอยู่ตรงนี้เองเหรอคะ?
บีกลับมาที่โต๊ะแล้วไม่เห็น นึกว่าอาจารย์กลับไปแล้ว ดีจริงๆที่ยังอยู่” จู่ๆเสียงและกลิ่นน้ำหอมของคนที่ไม่ได้รับเชิญก็โผล่มายืนอยู่ข้างๆ
เขาชักหน้ามุ่ยใส่ทันทีส่วนอาจารย์องศาก็ขยับนั่งตัวตรง
“ผมคิดว่าเราคุยกันจบแล้วนะครับ?” เสียงทุ้มตอบกลับไปตรงๆแบบไม่ไว้หน้า
เซลล์สาวถึงกับหน้าเจื่อนก่อนจะพยายามหันเป้ามาที่เรื่องของเขาเพราะไม่อยากไปจากตรงนี้
“อ๋อ
เอ่อ ค่ะ แล้ว...ไม่ทราบว่าท่านนี้คือ...?”
ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างสะสวยทำทีเอียงคอมองเขาด้วยจริตของเซลล์สาวที่ต้องการจะรู้จักลูกค้าใหม่ๆ
“ตอนนี้คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้จักหรอกครับ
อีกหลายปีกว่าเขาจะเป็นสถาปนิกเต็มตัว”
อาจารย์องศาตัดบทก่อนจะเหลือบมองมาที่เขา มือบางจึงวางช้อนลง
“อิ่มแล้วเหรอครับ?
กลับกันเลยไหม?” ใบหน้ามนจึงพยักเบาๆ
“เอ่อ...ถ้ายังไงบีขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ?
พอดีบีไม่ได้เอารถมา” ก็แล้วเมื่อกี้มายังไงล่ะคร้าบบบ
มายังไงก็กลับอย่างงั้นไปสิ! แอพเรียกรถก็มีตั้งมากมาย
กดเองไม่ได้ก็โบกแท็กซี่เอาสิ!
เขาเริ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ อาจารย์องศาเลยพูดไปให้ชัดๆว่า
“เราแยกกันตรงนี้ดีกว่านะครับ
ติดต่อกันเฉพาะเรื่องงานก็พอ ผมไม่ใช่คนใจร้ายหรอกนะ แต่ถ้าแฟนของผมมาเห็นเข้า
เขาจะไม่สบายใจเอา” แล้วใบหน้าหล่อเหลานั่นก็เอียงคอมองเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มกริ่ม...
“แฟน?” เซลล์สาวทำหน้าเหวอแบบเหวอมาก
“ครับ
คุณอาจจะยังไม่รู้ แต่ว่าผมมีแฟนแล้วครับ”
อาจารย์องศายิ้มให้ก่อนจะพาเขาเดินออกมาจากตรงนั้นทิ้งให้หญิงสาวยืนอ้าปากค้างอยู่ตามลำพัง
เวลาที่ผ่านมาทั้งวันนั้นมันช่างเสียเปล่าไปจริงๆ
ดวงตากลมใสเหลือบมองแผ่นหลังกว้างที่เดินอย่างสง่าผ่าเผยและมั่นใจ
เขาถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคำพูดเมื่อกี้ของอาจารย์องศา
แล้วใบหน้าราวกับเทพบุตรก็ยังอุตส่าห์หันมาเอียงคอให้เขารีบตามไป สองขาจึงก้าวผ่านบานประตูที่เจิดจ้านั้นออกไปด้วยหัวใจที่พองฟู
มือใหญ่ขยับเข้าเกียร์ให้รถสีขาวเคลื่อนที่ออกมาจากลานจอดรถ
ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเบาะข้างๆก็ยังหุบยิ้มแทบไม่ได้
ยิ่งนึกถึงหน้าเหวอๆของคุณเซลล์หลังจากได้รู้ว่าอาจารย์องศามีแฟนอยู่แล้ว
แก้มของเขาก็แทบจะปริแตกเสียให้ได้
“ตกลงคุณจะไปซื้อกาวที่ไหนครับ?” แล้วเสียงทุ้มก็เอ่ยขัดจังหวะคนกำลังอารมณ์ดี
“ไม่ซื้อแล้วครับ
ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมมีติดรถอยู่หลอดสองหลอด กลับบ้านกันเลยก็ได้ครับ” เสียงใสตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ
“ฮึ...แล้วตกลงคุณออกมาทำอะไรครับเนี่ย?” อาจารย์องศาถึงกับหัวเราะในลำคอ
เขาว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วแหละว่าเขาตามมาด้วยทำไม เพราะงั้นเขาจึงพูดออกไปในเชิงเย้าแหย่
“ผม...ก็แค่ตามมาคอยจับตาดูแฟนของผม
ว่าแอบไปคุยกับสาวที่ไหนหรือเปล่าไงครับ”
“ว่าแล้วเชียว
ฮะฮะฮะ” อาจารย์องศาหัวเราะพลางส่ายหน้า
“พายุ”
“ครับ?”
“คุณคิดว่าตัวเองดีที่สุดในโลกหรือเปล่าครับ?” จู่ๆเสียงทุ้มก็ถามออกมาให้เขาทำหน้างง
“ครับ?
จะมีใครดีกว่าผมอีกล่ะครับ?”
แต่เขาก็ตอบไปด้วยความมั่นใจ และอาจารย์องศาก็หัวเราะชอบใจราวกับคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเขาจะตอบแบบนี้
“ถ้าคุณดีที่สุดในโลกแล้ว...
แฟนของคุณ...จะยังไปมองใครได้อีกล่ะครับ? เชื่อมั่นในตัวเองเถอะ” เขามองใบหน้าด้านข้างของคนที่มองถนนอย่างใจเย็นด้วยดวงตาเบิกค้าง
สองแก้มร้อนวาบอย่างไม่ทันตั้งตัว ดูความร้ายกาจของผู้ชายคนนี้สิ!
จีบกลับมาทีไรเขาถึงกับไปไม่เป็นตลอดดด!
“ไหนๆก็ออกมาแล้ว เราไปขับรถเล่นกันไหมครับ?” คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอ่ยออกมา
ก่อนที่รถจะเลี้ยวไปอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้าน
“คิก~ ขับรถเล่นในกรุงเทพเนี่ยนะครับ?” ก็ดูสิ พอแสงแดดเริ่มลาลับ
ท้องถนนก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยไฟท้ายสีแดงของรถยนต์เต็มไปหมด
“ในเมืองใหญ่ก็มีความสวยงามแบบเมืองใหญ่ ต่อให้เป็นเพียงไซต์ก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จก็ยังสวย
ทุกๆที่มีความงามของมัน เดี๋ยวผมจะพาคุณไปดู”
“เอาสิครับ อาจารย์อยากไปไหนผมไปด้วยหมดเลย” ร่างโปร่งบางนั่งเอนหลังพิงเบาะอย่างสบายใจ
เขาลองเดาเล่นๆว่าอาจารย์องศาจะพาเขาไปไหนได้บ้างนะในเวลาพลบค่ำแบบนี้ อาจจะเป็นย่านช็อปปิ้งที่เต็มไปด้วยร้านอาหารอย่างสยามหรือCTW อาจจะเป็นนิทรรศการชั่วคราวแนวอาร์ตๆ อาจจะเป็นตลาดหรือถนนคนเดินชิคๆสักที่
ไม่ก็ย่านแสงสีแถวสุขุมวิท
ทว่า
เขาก็ทายผิดหมด
เพราะสถานที่ที่เจ้ารถสีขาวคันนี้กำลังเลี้ยวเข้าไป...ดูยังไงๆก็เป็นแค่ไซต์ก่อสร้างชัดๆ!
อาจารย์องศาพาเขามายังไซต์ก่อสร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง
มันเป็นตึก10ชั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ดูเป็นสถานที่เดตที่แหวกแนวไม่เหมือนใครสุดๆ...
เขามองป้ายโครงการขนาดใหญ่หน้ารั้วสีเขียวถึงได้รู้ว่ามันเป็นไซต์ของโรงแรมที่ดูหรูน่าดู
และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือมีชื่อ Thara Architect เป็นบริษัทผู้ออกแบบ
กับ 180 Degree เป็นบริษัทผู้ออกแบบตกแต่งภายใน...เขาไม่เห็นจะเคยรู้เลยว่าพ่อเขาไปร่วมงานกับอาจารย์องศาตอนไหน?
และเพราะว่าออฟฟิศของอาจารย์องศาเป็นคนออกแบบอินทีเรียนั่นแหละ
แค่อาจารย์ลดกระจกลง ยามที่เฝ้าอยู่หน้าโครงการก็จำได้ทันที
“อ้าว อาจารย์องศาไม่ใช่เหรอครับ? มาทำอะไรเย็นย่ำแบบนี้ล่ะครับ?
พวกนายช่างเค้าน่าจะกลับไปหมดแล้ว? หรือนัดใครไว้ครับ?” ลุงยามถามด้วยท่าทางเป็นมิตร
“เปล่าครับ ผมมาวัดห้องน่ะ เดี๋ยวผมขึ้นไปเอง คุณไม่ต้องตามไปก็ได้ครับ” ใบหน้าหล่อเหลาเบือนไปยังแบบกองพะเนินกับตลับเมตรที่วางอยู่บนเบาะหลัง
ลุงยามเห็นแบบนั้นก็ถอยให้ทันที
“อ้อ โอเคครับ ตามสบายครับอาจารย์”
ไม่ใช่ว่าทำทีเป็นพามาเดต
แต่ที่จริงจะใช้เขามาช่วยวัดไซต์หรอกนะ? เขานึกขำในใจแทนที่จะโกรธ
อาจารย์องศาหมุนพวงมาลัยก่อนจะขับรถเข้ามาจอดด้านใน
“ลงกันเถอะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกในขณะที่ปลดเข็มขัดนิรภัย
อาจารย์ไม่มีทีท่าว่าจะหันไปหยิบตลับเมตรหรือแบบก่อสร้างพวกนั้นติดมือไปเลยสักนิด?
“ไม่ต้องเอาตลับเมตรไปเหรอครับ?” เขาถามอย่างงุนงง
“ไม่ต้องหรอก
นั่นน่ะแค่ข้ออ้าง” ใบหน้าราวกับรูปสลักหันมายกยิ้มมุมปาก
ก่อนจะเอียงหัวมากระซิบที่ข้างใบหูบาง
“เพราะที่จริงผม...ตั้งใจจะพาแฟนของผม...มาเดต...ต่างหาก”
หว๋า~
อาจารย์องศาเอาอีกแล้ว!
เขามัวแต่อ้าปากพะงาบๆตอบโต้ไม่ทันจนอีกฝ่ายก้าวขาลงรถไปแล้ว
ร่างโปร่งจึงต้องรีบก้าวตามลงไป
“เดินดีๆนะครับ
ระวังเหยียบตะปูด้วยนะ”
อาจารย์องศาหันมาบอกหลังจากพาเขาเดินเข้ามาในชั้นล็อบบี้ของอาคาร
ขนาดยังมีแค่ผนังเปลือยๆก็พอจะมองสเปซออกเลยว่าถ้าเสร็จแล้วตรงนี้มันจะเท่ห์มากขนาดไหน
ฝีมือใครกันนะ พ่อเขา? หรือว่าอาจารย์องศา?
“ผมไม่ยักรู้ว่าอาจารย์ร่วมงานกับพ่อผมด้วย?”
เขาถามในขณะที่ก้าวข้ามกองไม้แบบที่ถูกแกะทิ้งไว้
ชั้นล่างนี้ยังมีพวกช่างไฟที่กำลังเดินสายงานระบบต่างๆเหลืออยู่
ส่วนพวกช่างก่อสร้างน่าจะกลับไปกันหมดแล้ว
“ผมเพิ่งได้งานนี้มาจากพ่อคุณไม่นานมานี้น่ะ
ดูเหมือนอินทีเรียรายเก่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างเลยถูกถอดออกไป
แผนกอินทีเรียของออฟฟิศพ่อคุณก็ไม่ถนัดแนวนี้เสียด้วย เค้าเลยติดต่อมาหาผม” อาจารย์เล่าให้ฟังอย่างไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร
ร่างสูงใหญ่ก้าวนำขึ้นบันไดอย่างคุ้นชิน
“เห๋~”
“คงกลัวว่าผมจะไม่มีงานทำ
ไม่มีเงินไปเลี้ยงดูแฟนของผมได้ละมั้งครับ?” ใบหน้าหล่อเหลายังมิวายหันมาหยอกเย้า
อ๊า!
“น่าจะอยากให้อาจารย์มีงานล้นมือจนมายุ่งกับผมไม่ได้มากกว่าครับ
เจ้าพ่อบ้านั่น”
เขายิ้มกระตุกอย่างรู้ทันความคิดพ่อของตัวเอง
อาจารย์องศายังคงพาเขาเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ
ภายนอกเริ่มมืดจนแสงไฟจากรถยนต์และตึกรามบ้านช่องเข้ามาแทนที่แสงอาทิตย์
และยิ่งจำนวนชั้นสูงขึ้นเท่าไหร่ คนงานที่ยังทำงานอยู่ก็ยิ่งน้อยลงๆ
เหลือเพียงแสงจากหลอดนีออน ความเงียบงัน และสายลมเย็นๆที่พัดตามช่องเข้ามา
“แฮ่ก...แฮ่ก...” เขาหอบแฮ่กตั้งแต่ชั้นห้าแล้ว
นี่ต้องเดินขึ้นไปถึงไหนเนี่ย? ดวงตากลมใสเหลือบมองผนังปูนเปลือยโล่งๆที่ยังไม่กรุอะไรยังไม่มีแม้แต่บานหน้าต่าง
พื้นก็ยังไม่ได้ปูทำให้ดูไม่ต่างจากตึกร้าง แต่แผ่นหลังของอาจารย์องศาที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากลับทำให้มันดูไม่น่ากลัวเลย
“ไหวไหมครับ?
จับมือผมไหม?”
แค่จับมือมันจะไปพออะไรล่ะครับ อุ้มผมขึ้นไปทีเถอะ~
เขาได้แต่คิดในใจก่อนจะส่ายหน้าว่ายังไหว
“ถึงแล้วครับ” เหมือนชั้นที่อาจารย์หยุดลงจะเป็นชั้นแปด?
ไม่ใช่ดาดฟ้าอย่างที่เขาคิดไว้
“มาทางนี้สิครับ” อาจารย์พาเขาเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ดูจากผังที่กว้างโล่งแล้วน่าจะเป็นระดับห้องสวีทขึ้นไป
“หื๋อ?” จู่ๆมือใหญ่ก็เอื้อมมาปิดตาเขาเอาไว้
มือของอาจารย์ใหญ่มากจนเขามองไม่เห็นอะไร
สองขาจึงจำต้องก้าวไปตามการชักพาของอีกฝ่าย
“ผมเป็นคนวางคอนเซ็ปต์อินทีเรียของที่นี่ด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้นผมจึงรู้ดีที่สุดว่ามุมไหนคือวิวที่สวยที่สุด” เสียงทุ้มดังอยู่เหนือหัว ในขณะที่ถูกปิดตาไปด้วยแบบนี้ทำเอาตื่นเต้นไม่น้อย
มันไม่ใช่เรื่องความคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไร
แต่มันคือความตื่นเต้นเพราะระยะใกล้แสนใกล้ที่ได้อยู่ด้วยกัน
แผ่นหลังของเขาเฉียดไปเฉียดมากับแผ่นอกของอาจารย์องศา...แค่นี้ก็ทำเอาแดงซ่านไปทั้งตัวแล้ว
“และมันก็คือตรงนี้ครับ”
ขาทั้งสองคู่หยุดลง...และมือใหญ่ก็ค่อยๆคลายออกจากกัน
ภาพที่กระทบโสตประสาทเข้ามาทำเอาดวงตากลมใสถึงกับเบิกค้าง
เพราะมันไม่ใช่แค่วิวของแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่มีพระปรางค์วัดอรุณอยู่เบื้องหลัง!
ในระยะและองศาที่พอดิบพอดี
กรอบของช่องเปิดก็ราวกับกรอบรูปพาโนราม่าที่แคปความสวยงามตระการตานั้นเอาไว้
ภายในหัวของเขาแทบจะถักทอเป็นภาพสามมิติโดยอัตโนมัติ...ถึงห้องสีขาวที่ถูกตกแต่งเสร็จแล้วและเขา...ก็นั่งอยู่บนโซฟาพลางหันหน้ามองภาพที่เชื่อมต่ออดีตถึงปัจจุบันนั่น
สุดยอด...ไปหาที่ดินแบบนี้มาได้ยังไงกันนะ
ภาพตรงหน้านั้นสวยจนขนลุกไปหมด
ต่อให้เขาจะเหม็นเบื่อเพราะเห็นเจ้าพระปรางค์ทรงฝักข้าวโพดนี่ที่บ้านมาเป็นแรมเดือนแล้วก็เถอะนะ
แถมยังไม่ได้นอนเพราะต้องไปช่วยพวกมันอีก!
แต่โมเดลยังไงก็เทียบของจริงไม่ติดอยู่ดี
ร่างโปร่งบางขยับตามไปยืนอยู่ข้างๆร่างสูงใหญ่ที่โน้มตัวไปเท้าราวกันตกไว้
ใบหน้าของอาจารย์องศาดูผ่อนคลายยามเมื่อเชิดรับลมเบาๆ เขาจึงเท้าแขนลงไปบนราวกันตกนั้นด้วย
ไม่ต้องบอกก็รู้...ว่านี่คือสถานที่เดตที่โรแมนติกที่สุด...
“อาจารย์ครับ” เสียงนุ่มเริ่มต่อบทสนทนาที่ถูกทิ้งร้างมานาน
“ครับ?”
“ถ้าแฟนของอาจารย์เรียนจบ อาจารย์จะเปิดตัวว่าคบกับเขาอยู่ไหมครับ?” เขากลั้นใจถามคำถามที่อยากรู้มานานแต่ก็กลัวคำตอบของมันมาตลอด
อาจารย์องศายังคงมองตรงไปข้างหน้าในขณะที่ตอบกลับมา
“คุณเชื่อไหม? ว่าผมเฝ้านับวันรอ...วันที่เขาเรียนจบจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”
ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะค่อยๆหันมา
ทอดสายตามองเขาครู่หนึ่ง แล้วขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ
“แล้วทำไม…ผมจะไม่อยากบอกให้ใครต่อใครรู้ล่ะครับ
ว่าเขาเป็นของผม” ใบหน้าของอาจารย์ก้มลงมาคลอเคลียอยู่แถวริมฝีปาก
หัวใจที่ไม่ประสีประสาจึงเต้นจนแทบจะทะลุอก เขาเกือบจะหยุดหายใจ
แต่อาจารย์องศาก็ทำท่าจะจูบแต่ก็ไม่ยอมจูบ เหมือน...กำลังพยายามสะกดกลั้นตัวเองเอาไว้ขนาดหนัก
“...อาจารย์…”
“คุณช่วยหยุดเรียกผมว่าอาจารย์สักห้านาที…แล้วเรียกผมด้วยชื่อจะได้ไหม?” เสียงที่กระซิบอยู่แถวใบหูนั้นฟังดูทั้งเว้าวอนทั้งอดทนอดกลั้น...แต่มัน...ก็ทำเอาใจสั่นด้วย
“เอ๊ะ?...” เขาผงะแบบสวยๆกับคำขอที่ไม่คิดว่าจะได้ยินมาก่อน อาจารย์...ดูทรมานไม่น้อยเลยทีเดียว...
“เอ่อ...” ไม่ให้เรียกอาจารย์แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนจึงเอ่ยงึมงำแบบไม่มั่นใจนัก
“คุณอา?” ดวงตากลมใสช้อนมองใบหน้าราวกับรูปสลักที่ขำออกมาเบาๆ
“ฮึ
คุณอาเลยเหรอครับ?” เป็นคุณอาก็อร่อยดีออกนี่นา~
“อืม...ถ้างั้นก็...พี่...องศา?” เขาเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยนัยน์ตาใสแจ๋ว
แต่อาจารย์องศากลับทอดสายตามองเขาด้วยแววตาลึกซึ้ง
“ตอนนี้...ผมไม่ใช่อาจารย์ของคุณ
เพราะงั้น...” มือใหญ่ค่อยๆดึงปากกาลามี่สีดำที่เสียบอยู่บนอกเสื้อออกมา...
ก่อนจะจรดมันลงที่ริมฝีปากของตัวเอง
เขามองทุกการกระทำที่แสนวาบหวามนั้นตาค้าง
หัวใจเต้นกระหน่ำเสียยิ่งกว่ากลองคณะ
แล้วปากกาลามี่ที่เคยจรดอยู่ที่ริมฝีปากของอาจารย์องศา...ก็ค่อยๆแตะลงมาบนกลีบปากของเขา...
แปร๊ด~~
หน้าของเขาร้อนเป็นไฟในทันที
นะนี่มันร้ายกาจกว่าจูบตรงๆอีกไหมเนี่ย?! โอ๊ย~ จะเขินตัวหงิกตัวงอตายแล้ว! อาจารย์~!!!
เขาจ้องมองปากกาลามี่แท่งนั้นที่กลับไปจรดริมฝีปากเปื้อนยิ้มบางๆนั่นอีกครั้ง
อ้า~แล้วจากนี้เขาจะไม่มองปากกาลามี่เป็นปากอาจารย์องศาได้ยังไง ฮื้อ~
มือใหญ่ค่อยๆเสียบปากกาสีดำนั่นกลับเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อก่อนจะลูบมันเบาๆ
ทุกการกระทำล้วนทำเอาเขาหน้าแดงไม่หยุดหย่อน ทำไมคุณอาคนนี้ถึงเซ็กซี่แบบนี้กันนะ
แง้~
“ผม...พยายามจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อคุณอย่างสุดชีวิตเลยนะครับ
แต่ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าจะอดทนไหวอีกนานแค่ไหน”
อาจารย์องศาเหลือบมองเขาก่อนจะสารภาพออกมาตรงๆ
“นับวัน...มันก็มีแต่จะยิ่งยากขึ้นทุกทีๆ”
“ถ้าคุณรู้...ว่าผมจินตนาการอะไรอยู่ในหัว...คุณคงอยากจะถอยหนีผมแน่ๆ”
นิ้วก้อยของอาจารย์เกี่ยวมาที่นิ้วก้อยของเขาเบาๆ
เขารู้และเขาก็เข้าใจทุกอย่างจึงเลือกที่จะอดทนรอและไม่งอแงเช่นกัน
เขารู้ว่าอาจารย์ไม่ได้มองเขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่นึกอยากจะคบก็คบ
อยากจะทำอะไรก็ทำ
แต่อีกฝ่ายน่าจะมองเขาเป็นดั่งคนที่จะใช้ชีวิตในอนาคตร่วมกัน...แบบนั้นมากกว่า... อาจารย์ถึงได้พยายามอดทนเพื่อไม่ทำให้เขาเสื่อมเสีย
อย่างน้อยก็ให้พ้นปีนี้ไปก็ยังดี
มือบางหันไปเกาะราวกันตกก่อนจะโหนตัวไปมาให้สายลมช่วยพัดพาความร้อนออกจากใบหน้า
“ถ้าถึงวันที่อาจารย์ทนไม่ไหว...ผมก็จะร่วมรับผิดชอบไปด้วยกันครับ
ผมไม่หนีอยู่แล้ว”
อาจารย์องศาถึงกับยิ้มออกมา
“แฟนของผมนี่เท่ห์จริงๆเลยนะครับ”
“แน่นอนครับ”
เรายืนมองพระปรางค์วัดอรุณที่สว่างเรืองรองด้วยแสงไฟอยู่อีกพักใหญ่
พูดคุยเรื่องสัพเพเหระโดยไม่มีการแตะเนื้อต้องตัว
เพราะสำหรับพวกเราแล้ว...การที่คนสองคนจะรักกัน
ไม่ได้ใช้แค่ริมฝีปากหรืออ้อมแขน แต่ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ใช้รักกันได้และไม่จำเป็นต้องแสดงให้ใครเห็น
นั่นก็คือ...หัวใจ
.
.
.
.
.
.
.
.
To
be con.
เขินตลอด
คู่นี้มาทีไรเขินม้วนตลอดดดด >////<
ก็...สวัสดีปีใหม่
2569 ล่วงหน้านาคะ อิๆๆๆ
คิดว่าหลายคนคงอ้าปากค้างแน่เรยที่เห็นคุณกวางมันอัพนิยาย กร๊ากกก น่าจะไม่ได้อัพเรื่องใดๆเลยมาครึ่งปีได้แล้วมั้งเนี่ย
กราบบบขอประทานอภัย m(_ _)m จริงๆยังแต่งฟิคแต่งนิยายอยู่ตลอดๆนาคะ
TvT
แต่ด้วยความวุ่นวายของทั้งแม่และแมวทำให้...เปิดคอมนั่งได้ไม่ถึงสิบนาที
เดี๋ยวแม่เรียกอีกแล้ว อ่ะก็ไปทำอะไรต่อมิอะไรให้เค้า กลับมานั่งหน้าคอมได้อีกสิบนาที
แมวมาอีกแล้ว จะกินข้าว! Orz.
ละแมวสี่ตัวก็คือวนกวนกุไปสิ ฮื้อออ
นั่นแหละค่ะมันก็เลยแต่งได้ไม่ประติดประต่อเท่าไหร่ แถมแต่งพร้อมๆกันไปหลายเรื่อง
ซักพักหาข้อมูลใดๆในสมัยอยุธยา หันกลับมาไปแข่งรถสูตรหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นไปออกรบกับท่านแม่ทัพแห่งคางะ บ่ายๆถือทีสไลด์ไปเขียนแบบกับอาจารย์องศา
นะ...
แล้วพอดีวันก่อนมีคอมเม้นต์ทวงหา
องศาพาย ในสตอล์คมันใกล้เสร็จพอดีก็เลยรีบปั่นมาให้ก่อนค่ะ เหะๆๆ
หวังว่าจะเป็นนิยายอุ่นๆรับปีใหม่ให้กับทุกๆคนนาคะ มีความสุขมากๆ
ขอให้เป็นปีที่ดีๆน้า ปีนี้ปีม้า ขอให้อิม้ากุได้แชมป์ทีเถ้อออ สาธุ //เด่ว
อ้อมีเกร็ดเล็กๆจากในฟิคตอนนี้ถึงปากกาลามี่
คือมันเป็นปากกาที่สถาปนิกใช้พกติดตัวกันน่ะค่ะ LAMY เอาไว้สเก็ตรูป
เซ็นต์แบบ หรือใดๆก็แล้วแต่
สมัยก่อนก็คือเป็นของขวัญสิ้นคิดที่พี่ๆน้องๆมักจะให้กัน 5555 คิดอะไรไม่ออกก็ อ่ะ ให้ลามี่แล้วกัน ^ ^ ไม่รู้เด่วนี้ยังพกกันอยู่ไหมนะ
คุณกวางมันเลิกพกตั้งแต่ทำงานออฟฟิศได้ซักสี่ห้าปีแล้วค่ะ
หลังๆมานี้ปากกาอะไรก็เอามาเถอะกุใช้หมด อารมณ์หยิบอะไรได้ก็ใช้
หยิบไปถึงโต๊ะข้างๆของคนอื่นก็ใช้555 ส่วนดินสอก็จะเป็น rotring
ค่ะที่ใช้กัน อันนี้ใช้จนถึงทุกวันนี้ น้ำหนักมันจะพอดีมือกว่า
ใช้ทั้ง 0.5 และ 0.3 ไส้ดินสอก็จะแบบโหดๆเลย
4B เขียนทีดำปื้ด 555
ยังไงก็ต้องขอขอบคุณทุกๆการติดตาม
ทุกๆกำลังใจและเสียงทวงของรีดนะคะ รีดไม่ท้อไรท์ก็จะพยายามปั่นมาให้นะคะ ฮื้อออ
เด่วมีลงเรื่อง “คู่ชีวิต” แบบยาวๆน่าจะซักสี่ห้าตอน ใครอยู่บ้านไม่ได้ไปไหนช่วงปีใหม่ก็ฝากแวะไปอ่านกันได้น้า
เป็นฟิคออริเกี่ยวกับคู่เพชฌฆาตสมัยอยุธยาค่ะ โฆษณาๆ 555 พ่อใหญ่ของแม่หล่อมาก ส่วนเจ้าแก้วนายเอกก็คือแสบสุด 555
แล้วเจอกันค่า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น