[Re-view] ตกหลุมรัก The Series : 01 : One day in Tokyo



[Re-view]     ตกหลุมรัก The Series : 01 : One day in Tokyo

: KW Original
: Warmhearted Comedy?
: PG (แหงละ!)

 
เอ่อ...คือ...ใครที่หลงเข้ามาอ่านเพราะว่าคิดว่าเป็นฟิคก็ต้องขออภัย เพราะนี่มิใช่ฟิคแต่อย่างใด ฮ่าๆ (แล้วดูมันตั้งชื่อเอนทรี = =) ช่วงนี้มีอะไรให้สะเทือนใจจนแต่งฟิคไม่ออก เพราะงั้นเลยมานั่งเขียนรีวิวดีกว่า ความจริงทริปนี้เป็นทริปที่ไปมานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 2008 แน่ะค่ะ อะไรหลายๆอย่างในบ้านเค้าอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว ก็เอาเป็นว่าอ่านกันเพลินๆเนอะ ตอนแรกว่าจะรีวิวเวียดนาม แต่ปลายปีนี้ก็ใกล้เข้ามาแล้ว เลยแอบหยิบทริปนี้มาเขียนก่อนที่จะไปญี่ปุ่นอีกรอบตอนเดือนพฤศจิกายนนี้ กลัวสับสนอ่ะ ความจำยิ่งดีจัดอยู่ด้วย ^ ^”

ทริปนี้ไปกันสองสาวค่ะ คือสองตัวนี่เป็นพวกนึกจะไปก็ไปกันเลย (ไอ้เดือน11ที่จะถึงนี้ก็เหมือนกัน = =) ในขณะที่เพื่อนสาวเธอทำงานอยู่ที่มัลดีฟ จู่ๆวันหนึ่งมันก็เมล์มาบอกว่า.... “กวาง ไปญี่ปุ่นกัน ไปช่วงเมษานี้นะ ชั้นจะไปดูซากุระ” คำพูดอาจจะไม่เป๊ะแต่จำได้ว่าประมาณนี้แหละ =[ ]= ได้ข่าวว่าเมษาของมันนี่อีกไม่ถึงสี่เดือนแล้วไม่ใช่เร๊อะ?! ตอนที่ได้รับเมล์นั่นน่ะจำได้ว่าเพิ่งฉลองปีใหม่ไปไม่นานเอง แล้วเทพยดาท่านไหนดลใจก็ไม่รู้ให้อินี่ก็บ้าจี้ตอบกลับไปว่า “โอเค”  = =

คนนึงงงๆอยู่ประเทศไทย ส่วนอีกคนอยู่มัลดีฟ มันก็ไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิในวันที่ 31 มีนาคม 2008 ได้แบบน่าพิศวงจนได้

ส่วนเรื่องการเตรียมตัวอย่างย่อ.....สิ่งแรกก็คือพาสปอร์ต ดูวันหมดอายุไม่ให้เหลือน้อยกว่า 6 เดือนนะคะ และถ้าคำนวณแล้วว่าวันไม่พอแน่ๆก็ให้รีบไปทำใหม่เสียแต่เนิ่นๆ เพราะเคยวุ่นวายมาแล้วตอนไปเวียดนาม เนื่องด้วยการต่ออายุพาสปอร์ตของบ้านเรานั้นเท่ากับการทำใหม่ หมายเลขพาสปอร์ตจะเปลี่ยนไปตามเล่มใหม่ ซึ่งเวลาจองเครื่องบินมันต้องใช้ด้วย ถ้าหากเราไม่เตรียมให้พร้อมก็จะต้องมาวุ่นวายเปลี่ยนกับทางสายการบินอีกน่ะ

จากนั้น...ก็วางแผนการเดินทางค่ะ....ข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวไปกันทั้งหมด 9 วัน คือตั้งแต่วันที่ 31 มีนา ถึง 8 เมษา 2008 ในตอนแรกแค่กำหนดช่วงเวลาคร่าวๆก่อนค่ะ จากนั้นก็หาตั๋วเครื่องบิน แล้วกำหนดวันที่เอาจากโปรโมชั่นที่เค้ามีให้นั่นแหละ ทริปนี้เป็นบินตรงของสายการบิน NorthWest Airlines ลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินนาริตะเช่นกันค่ะ

พอได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้วก็มาวางแผนการเดินทางแบบเจาะลึกอีกที โดยลูปของการเดินทางต้องเริ่มที่โตเกียว(เพราะลงเครื่องที่นาริตะ)และวันสุดท้ายต้องกลับมาที่โตเกียว(เพราะกลับที่นาริตะ) ในระหว่างนี้เราก็จะรู้แล้วว่าเราจะพักที่เมืองไหนบ้าง ก็จองโรงแรมไปให้ครบทุกคืนนะคะ ^ ^

มาดูโปรแกรมการเดินทางของข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวกัน (อันนี้เป็นที่เดินทางจริงเลยค่ะ ต่างจากแผนที่วางไว้เล็กน้อย)

วันจันทร์ ที่ 31/03/2008
[Tokyo] Narita….Asakusa…Akihabara…Roppongi

วันอังคาร ที่ 01/04/2008
[Tokyo – Kamakura - Yokohama] Sensoji…Sumida river…Ueno Park…Chidorigafushi and Nippon budokan…Kamakura…Yokohama_minato mirai

วันพุธ ที่ 02/04/2008
[Tokyo - Fuji] Fujisan and Kawagushi go… Tokyo station… Zojoji and Tokyo tower… Shibuya… Tokyo Metropolitan

วันพฤหัสบดี ที่ 03/04/2008
[Kyoto] Kinkakuji… Ninnaji… Kamo kawa… Gion… Yasaka shrine and Maruyama koen

วันศุกร์ ที่ 04/04/2008
[Kyoto] Path of philosophy…Kiyomitsu dera…Fushimi Inari

วันเสาร์ ที่ 05/04/2008
[Kyoto - Himeji] Nijo jo…Himeji jo

วันอาทิตย์ ที่ 06/04/2008
[Osaka - Nara] Osaka jo…Mint Buau…Daigoji…Nara

วันจันทร์ ที่ 07/04/2008
[Nagoya – Matsumoto] Nagoya jo…Nagoya Koen…Matsumoto jo

วันอังคาร ที่ 08/04/2008
[Tokyo] Harajuku…Shibuya…Narita

บ้าระห่ำมากอ่ะ = =

เมื่อแผนการเที่ยวเสร็จสมบูรณ์ ต่อไปก็เป็นขั้นตอนระทึกขวัญ นั่นคือการทำวีซ่า....>_<””....ตอนนั้นยังต้องไปทำที่สถานทูตญี่ปุ่นอยู่ค่ะ น่ากลัวสุดหูรูด เค้าโทรมาถามที่ออฟฟิศด้วยอ่ะ ว่าเราทำงานอยู่ที่นั่นจริงไหม ทำงานมานานแค่ไหน แล้วที่ออฟฟิศทราบเรื่องวันลาที่จะไปญี่ปุ่นหรือเปล่า อูยยยย ดีนะที่ทริปนี้ไม่ได้แอบงุบๆงิบๆไปเหมือนตอนไปคุนหมิง (แหงละ! ลาตั้ง 7 วัน จะงุบงิบไงไหว!) เลยบอกทุกคนในออฟฟิศไว้ก่อน รอดตัวไป....

และเมื่อวีซ่าผ่านแล้ว...สำหรับคนที่มีแผนการเดินทางข้ามเมืองเยอะๆ แนะนำให้ซื้อ JR Rail Pass ไปด้วยค่ะ มันคือตั๋วรถไฟที่จะใช้ขึ้นรถไฟของค่าย JR ได้เกือบหมด ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ภายในเวลาที่กำหนด (กี่วันก็แล้วแต่ที่เราซื้อไปน่ะค่ะ) มันจะช่วยประหยัดค่าเดินทางแบบสุดๆ ที่สำคัญคือไม่ต้องไปผจญภัยตอนซื้อตั๋วรถไฟอะไรมากนัก เพราะแค่มีบัตรนี่เราก็เดินตัวปลิวผ่านช่องวีไอพีได้เลย เหอ... (เหมาะสำหรับพวกที่ชอบวิ่งขึ้นรถไฟแบบเฉียดฉิวแบบสองตัวนี่สุดๆ ไม่เสียเวลาไปยืนซื้อตั๋ว55) ซึ่ง JR Rail Pass จะสามารถซื้อได้จากนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่มีขายในประเทศญี่ปุ่นนะคะ โดยหาซื้อได้ที่เอเยนซี่ทัวร์ทั่วไป (เช็คเวลาเปิดปิดบริษัททัวร์ด้วยเด้อ ข้าพเจ้าเกือบซื้อไม่ได้เพราะเค้าปิดวันเสาร์เที่ยงกันหมด = = แล้วจะเดินทางอยู่พรุ่งนี้อะไรงี้) ตอนไปซื้อก็อย่าลืมเอาพาสปอร์ตไปด้วยนะคะ และสิ่งที่ได้รับมาจะเป็นกระดาษอะไรไม่รู้หลายแผ่น ซึ่งยังใช้ขึ้นรถไฟไม่ได้นะ เวลาไปถึงญี่ปุ่นต้องไปแลกเป็นบัตรแข็งๆอีกทีค่ะถึงจะใช้ได้ ฟังดูเหมือนยุ่งยาก แต่จริงๆไม่ลำบากอะไรเลยค่ะ ^ ^

จากนั้นก็แลกเงิน....เงินเยนหาแลกง่ายค่ะ ตามธนาคารทั่วไปก็มีถ้าใครไม่สะดวกไปแลกที่ร้านแลกเงิน

เช็คสภาพอากาศซักเล็กน้อยจะได้เตรียมเสื้อผ้าไปถูกค่ะ แต่ก็นะ...ถ้าไปช่วงซากุระ ติดเสื้อกันหนาวไปด้วยก็ดีค่ะ  = =

ความจริงตอนเตรียมตัวมันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย หาอ่านได้ตามหนังสือนำเที่ยวทั่วไปนั่นแหละ หรือถ้าสงสัยตรงจุดไหนมาถามเป็นการส่วนตัวจากเก๊ากะได้นะ ฮี่...

เอาละ ออกเดินทางกันดีกว่า....วันนั้นจำได้ดีเลยค่ะว่าไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนตี 4 กว่าๆด้วยสภาพไม่ได้นอนกันทั้งคู่....มันมัวแต่นั่งดู “จำเลยรัก” กันค่ะ = = พี่อั้มกับน้องแอ๊บนี่แหละ เอิ้ก ก็เลยขึ้นเครื่องด้วยสภาพตายซากน้อยๆ เครื่องออกตอน 6 โมงเช้า...หลับยาวเลยค่ะ....จำช่วงเวลาไม่ได้แต่น่าจะไปถึงญี่ปุ่นตอนเวลาบ่ายๆของเค้าละนะ เดินผ่าน ตม.แบบงงๆ (เค้าเห็นหน้าแล้วคงคิดว่าอย่าไปถามอะไรมันเลยดีกว่า = =? แต่ตม.ญี่ปุ่นหล่อว์จริงอะไรจริง =w=b)

พอไปถึงแล้วก็เดินหาที่ทำการของ JR เพื่อแลก JR Rail Pass ก่อนค่ะ แต่หาไม่ยากนะรู้สึกจะสีเขียวๆ (อินี่...ข้อมูลมั่วสุดๆ) พอเข้าไปก็เอากระดาษอ่อนๆที่ได้มาจากเอเยนซี่ทัวร์ยื่นให้เจ้าหน้าที่ไป เค้าจะมีใบมาให้กรอกค่ะ ว่าจะเริ่มใช้เมื่อไหร่ หมดวันไหน....JR Rail Pass จะมีหลายประเภท หลายราคา ข้าพเจ้าไป 9 วัน เพราะงั้นเลยเลือกซื้อแบบ 7 วัน คือ 7 วันนี้จะสามารถขึ้นรถไฟของ JR ได้ทุกสาย ทุกขบวน ขึ้นได้แม้กระทั่งชินคันเซ็น (ไอ้นี่แหละที่ต้องการ หึหึ) แต่ชินคันเซ็นมีสาย Nozomi ที่ขึ้นไม่ได้นะคะ ต้องคอยดูด้วยล่ะ  จากนั้นเค้าก็จะให้บัตรแข็งมา มีปั๊มตัวบะเริ่มว่าบัตรนี้เริ่มใช้เมื่อไหร่และหมดอายุวันไหน เวลาจะผ่านช่วงตรวจตั๋วก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูค่ะ

อันนี้เป็นบัตรอ่อนก่อนที่จะแลก



ส่วนอันนี้เป็นบัตรแข็ง ต้องเป็นบัตรแบบนี้นะคะถึงจะเอาไปใช้จริงได้


พอได้ JR Rail Pass มาแล้วก็อย่าลืมหยิบตารางรถไฟมาด้วยนะคะ ในที่ทำการของ JR มีแจกฟรีเป็นเล่มๆเลยค่ะ อันนี้สำคัญมาก เพราะรถไฟของญี่ปุ่นตรงเวลาสุดๆ (เลทแค่นาทีเดียวมันยังขึ้นประกาศบอก = = อยากให้มาดูรถไฟลาดกระบัง-หัวลำโพงจริงจริ๊งงงง)

อันนี้เป็นของปี 2008 นะคะ แต่ละปีก็ไม่เหมือนกันนะ (ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนทุกเดือนด้วยหรือเปล่านะ = =?)


จะเห็นว่า JR Rail Pass ของข้าพเจ้าใช้ได้แค่ 7 วันใช่มะ เพราะงั้นสองวันแรกที่แผนการเดินทางยังอยู่ในโตเกียวเลยยังไม่ใช้บัตรนี้ค่ะ ไปเริ่มใช้อีกทีตอนที่ต้องเดินทางออกนอกโตเกียวแล้ว เพื่อความคุ้ม 55 เพราะตอนอยู่ในโตเกียว ส่วนใหญ่จะใช้รถไฟของ JR แค่สาย Yamanote ซึ่งวิ่งวนเป็นวงกลมอยู่บนฟ้าของโตเกียว ส่วนรถไฟใต้ดินนั้นไม่ใช่ของ JR ค่ะ เพราะงั้นบัตรนี้ก็จะใช้ไม่ได้ แต่ของบริษัทรถไฟใต้ดินเองก็จะมีโปรโมชั่นแบบตั๋วหนึ่งวันใช้ได้ทุกสายอะไรงี้ ก็ไปซื้อแบบนั้นเอาก็ได้ค่ะ

เมื่อจัดการเรื่องตั๋วรถไฟอะไรต่อมิอะไรแล้วก็....เดินทางเข้าโตเกียวกัน!!

สนามบินนาริตะจะอยู่ห่างจากตัวเมืองโตเกียวพอสมควรค่ะ (น่าจะอารมณ์เหมือน สุวรรณภูมิบ้านเรางี้แหละมั้ง) ข้าพเจ้าเลยนั่งรถไฟเข้ามา สายที่ใช้คือ Keisei_Narita คือ...ไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับสนามบินเท่าไหร่ (เพิ่งตื่น) จำได้รางๆว่าเดินไปซื้อตั๋วที่บูทขาย จากนั้นก็เดินลงไปขึ้นรถไฟข้างล่าง ขึ้นสายผิดด้วยเหอะ เลยต้องเสียเงินเพิ่ม ^ ^” น่าสงสารพ่อหนุ่มคนตรวจตั๋วมากที่ดันมาเจออิสองตัวนี้บนรถไฟ ฮ่าๆๆ คือกว่าจะสื่อสารกันว่าเราขึ้นรถผิดนี่ก็แทบแย่อ่ะ อันนี้เป็นสภาพภายในรถค่ะ


ก็นะ...เห็นรถมันจอดอยู่ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องดูอะไรตรงไหน ยังไงมันก็ต้นสายน่า...เลยกระโดดพรวดเข้าไป....^ ^”....คือรถไฟญี่ปุ่นจะมีหลายเลเวลค่ะ....หวานเย็น...เร็วหน่อย...ด่วน...ด่วนมาก....ด่วนสุดหูรูด!....ซึ่งถึงแม้จะไปทางเดียวกัน แต่บางสถานีมันอาจจะไม่จอดก็ได้นะถ้ามันเป็นสายด่วน แล้วยิ่งจอดน้อยเท่าไหร่มันก็จะยิ่งแพงขึ้นด้วยค่ะ ตอนนั้นก็เลยเสียเงินเพิ่มให้เค้าไปบนรถนั่นแหละ (จะไล่เตะอิสองตัวนี่ลงก็ไม่ทันแล้ว เพราะมันดันขึ้นแบบ ด่วนสุดหูรูด! จอดแค่ต้นสายกับปลายสาย =[ ]=)

นี่ค่ะ...หน้าตาตั๋ว....ส่วนคนข้างๆนั่นลูกชายหมายเลขหนึ่งค่ะ  ตอนนั้นน่าเสียดายมากกกกกที่ยังไม่ได้อ่านรีบอร์น เพิ่งได้มาอ่านก็อิตอนที่กลับมาแล้วนั่นแหละ *กระซิก* ว่าแต่ซาสึเกะหน้าตามอมแมมจังเลยนะ แม่มันไม่จับอาบน้ำบ้างรึไง = =


จะเห็นว่าทำไมถึงมีสองใบ?...ความจริงตอนที่ซื้อจากที่ขายตั๋วน่ะมีแค่ใบเดียวถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นใบสีเขียวอ่อนนะ ส่วนอีกใบได้มาตอนเสียเงินเพิ่มบนรถไฟนั่นแหละ

ส่วนอันนี้เป็นวิวข้างทางค่ะ อุ๊ยตายว๊ายกรี๊ด ซากุระ!!! ซากุระค่ะ!!! ดีใจน้ำตาไหลพรากกันเลยทีเดียว ในที่สุดก็ได้เห็นซากุระแบบต้นเป็นๆกับเค้าซักที T^Tbbb


พอเข้าไปถึงในตัวเมืองก็นั่งรถไฟใต้ดินไปที่ Asakusa ค่ะ เพราะว่าคืนแรกจะพักแถวนั้น....และนี่ก็เป็นโฉมหน้าของโรงแรมที่ไปพัก Taito Ryokan!!


ออกแนวหลอนนิดๆ แต่ได้บรรยากาศดีออกนา...อันนี้เป็นรูปด้านหน้ากับภายในค่ะ...คือ...รอบด้านนี่เป็นตึกสมัยใหม่หมดแล้วค่ะ มีบ้านไม้หลังนี้แหละที่ยังเป็นแบบโบราณอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเจ๊ยูโกะใน Holic เลยอ่ะ แต่ชอบนะ ถ้าไม่ติดที่ว่าห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวม(มีห้องเดียว)ละก็ จะพักหลายๆคืนเลย (คือเกรงใจชาวบ้านเค้ามากเลยเวลาที่มีใครต้องมารออาบน้ำต่อจากเราเนี่ย อินี่มันอาบน้ำไวซะที่ไหน ใครอาจจะคิดว่ามันไปนอนตายอยู่ในห้องน้ำรึไง ไม่ใช่ค่ะ อาบน้ำอยู่จริงๆค่ะ55)

ก็เก็บข้าวเก็บของ เตรียมออกไปตะลอนกันดีกว่า เพราะว่าไปถึง Asakusa ช่วงเย็นๆ อากาศแม่งก็หนาวบัดซบเลยค่ะ ก่อนไปก็เช็คแล้วนะว่าอากาศจะแค่เย็นๆ เลยไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไป...ที่ไหนได้....ดันมีพายุเข้าค่ะ =[ ]= ฝนตกอ่ะวันที่ไป แล้วแม่งหนาวมากกกกกกกก เพื่อนสาวถึงกับทนไม่ไหวต้องออกไปซื้อเสื้อกันหนาวกันเลยทีเดียว

ถ้าพูดถึงย่าน Asakusa ละก็ คงจะต้องนึกถึงวัดดังอย่าง Sensoji แต่...วันนี้เรายังไม่ได้ไปที่นั่นค่ะ แต่ไปเดินเล่นที่ย่านร้านค้ารอบๆวัดกันก่อน (ดูมัน...ก็มันเย็นแล้วอ่ะ แหะแหะ) หลังจากที่ออกมาเดินบนถนนซักพัก สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาสามัญชนคนที่มีเลือดสถาปนิกอย่างเราๆ นั่นก็คือ ตึกของญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องของบันไดหนีไฟมากๆเลยค่ะ ซึ่งตรงนี้คิดว่าเจ๋งดีอ่ะ ถ้าเป็นบ้านเราก็คงทำเป็นบันไดแอบๆหลบๆอยู่ที่ไหนซักแห่ง แต่ตึกของญี่ปุ่นเค้าเน้นให้เห็นกันจะๆเลยค่ะ ถึงขั้นทำให้มันเป็นส่วนประดับตกแต่งที่สวยงามกันเลยทีเดียว อย่างตึกบางตึกเป็นสี่เหลี่ยมเรียบๆไม่มีอะไรเลย แต่บันไดหนีไฟสวยเช้งเด้งโดดเด่นเลยอ่ะ แล้วมันก็ทำให้ตึกที่ไม่มีอะไรนั่นน่าสนใจขึ้นมาทันที ในภาพนี้คือตึกแถวๆ Asakusa


ไม่แน่ใจว่าเป็นสีสนิมหรือยังไงนะคะ แต่พอโดนแดดยามเย็นแบบนี้แล้ว...สวยเว้ยค่ะ!!!

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับถนนหนทางในการได้มาเหยียบแผ่นดินในฝันซักพัก เพื่อนสาวก็ลากเข้าไปในย่านร้านค้าใกล้ๆวัด Sensoji ค่ะ คือต้องขอบอกก่อนว่า ในแผนการเที่ยวโซนโตเกียว ข้าพเจ้าอาจจะอธิบายเรื่องเส้นทางได้ไม่ดีนัก เพราะแบ่งกันกับเพื่อนค่ะว่าโซนโตเกียวให้เพื่อนเป็นคนจัดการเรื่องเส้นทาง ส่วนในโซนเกียวโตข้าพเจ้าจะเป็นคนลากมันเดินเอง เพราะงั้นในโซนโตเกียวอาจจะมีแต่รูปเป็นส่วนใหญ่นะคะ แหะแหะ

มาดูย่านร้านค้าของอาซาคุสะ โซนนี้จะขายของทั่วไป มีร้านสารพัดเลยค่ะ ตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ของกิน ร้านเกมส์


เดินไปเรื่อยๆ พอถึงช่วงใกล้ๆวัด ก็จะเป็นย่านที่ขายพวกของที่ระลึกค่ะ ก่อนจะกลับประเทศข้าพเจ้าก็มาซื้อของฝากที่ย่านนี้แหละ


หลังจากที่คุณเพื่อนได้เสื้อกันหนาวแล้ว ข้าพเจ้าก็แง้วๆกับมันว่า...ไปอากิบะกันเถอะ! ถึงจะมืดแล้วแต่ก็อยากจะไปโฉบซักหน่อยก็ยังดี *w* ความจริงไปรอบนั้นไม่ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับอากิบะไปเลยค่ะ ก็เลยไม่รู้เลยว่าร้านที่เกี่ยวกับการ์ตูนและอนิเมชั่นต้องไปตรงไหนยังไง แหะแหะ

สถานนี้รถไฟใต้ดิน....^ ^....เหมือนในอนิเมะเลย =w=.... (ปล.ไม่ต้องไปสนใจสิ่งมีชีวิต(?)ดำๆนั่นนะ55)


 Akihabaraพอไปถึงก็ถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลไปก่อน แม้แต่แผนที่ก็ไม่มีค่ะ เลยเดินมั่วๆหลงๆกันสองคน นะ รอบด้านก็เต็มไปด้วยตึกสีสันสดใสด้วยแสงไฟแบบนี้


ร้านค้ามีมากมายสุดจะบรรยาย ไอ้เราก็ลองเดินมั่วเข้าไปดู เพราะพอจะทราบมาว่าแต่ละตึกมันจะมีหลายชั้น ก็เลยลองเดินขึ้นไปตามบันได ทว่า...ขึ้นไปไม่กี่ชั้นก็ต้องถอยทัพกลับเนื่องจากคนที่เดินสวนลงมาดันมีแต่เด็กผู้ชายแถมมองเราด้วยสายตาประหนึ่งว่า เมิ่งเข้ามาทำไรในนี้? ทำให้เริ่มคิดว่า หรือมันจะเป็นสถานที่ต้องห้าม = =? สรุปคือเจอร้านอยู่นะคะ แต่ไม่ได้อะไรมา ฮ่าๆๆ แล้วก็ด้วยความที่มืดมากแล้วเลยเปลี่ยนใจไปร่อนที่อื่นดีกว่า

และด้วยความที่ยังไม่อยากกลับโรงแรม คุณเพื่อนเลยชวนไป Roppongi คือ...ก็ตามมันไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยค่ะ แต่ว่านะ ชอบสถานีรถไฟใต้ดินของ รปปงหงิ มากๆเลยอ่ะ หนุกดี >_< พอขึ้นจากรถไฟใต้ดินก็จะไปเจอกับกลุ่มก้อนอาคารที่ดีไซน์ได้เมามันส์มากๆเลยอ่ะ เสียดายที่เป็นตอนกลางคืน กล้องสุดรักหนูเลยเห็นเป็นแค่เงาตะคุ่มๆ = =


ก็จบวันแรกด้วยประการละฉะนี้

เนื่องด้วยวันนี้รูปน้อย เลยแอบพูดถึงรถไฟในญี่ปุ่นกันซักหน่อย  อันนี้เป็นข้อมูลที่ข้าพเจ้าใช้จริงในการเดินทางนะคะ มาดูว่าก่อนไปเราน่าจะเตรียมตัวยังไงสำหรับการเดินทางในญี่ปุ่นกันบ้าง

เริ่มจากรถไฟใต้ดิน...ที่จะพูดถึงนี่คือรถไฟใต้ดินของโตเกียว....ถ้าพิมพ์คำว่า Tokyo Subway map ในอากู๋ อาจจะมีแผนที่ขึ้นมาให้พรึ่บเลยใช่ไหมล่ะ ข้าพเจ้าก็ปริ๊นท์ไปเยอะเลย แต่อันที่ใช้จริงๆกลับเป็นอันนี้ค่ะ


เพราะว่าแผนที่รถไฟอันนี้จะรวมรถไฟใต้ดินทุกสายและ JR ที่วิ่งในโตเกียวเอาไว้ด้วยกัน เวลาหยิบขึ้นมาใช้เลยค่อนข้างจะง่ายค่ะ

ในโตเกียวจะมีรถไฟใต้ดินอยู่สองบริษัท (ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่ามีอย่างอื่นอีกไหมนะ แต่สองค่ายนี้จะใหญ่และก็ครอบคลุมเกือบหมดแล้ว) นั่นก็คือ Tokyo Metro  กับ Toei Lines ถ้าดูตรงด้านล่างของแผนที่ก็จะเห็นได้ว่าของค่ายไหนมีรถไฟสายไหนบ้าง อย่างของ Tokyo Metro  ก็จะมีทั้งหมด 9 สายคือ Chiyoda Lines , Hibiya Lines , Ginza Lines , Hanzomon Lines, Fukutoshin Lines , Marunouchi Lines , Nanboku Lines , Tozai Lines , Yurakucho Lines   ส่วน Toei Lines ก็จะมีทั้งหมด 4 สายคือ Asakusa Line , Mita Lines , O-Edo Lines , Shinjuku Lines

เห็นสายรถไฟซึ่งยุ่งเหมือนยุงตีกันขนาดนี้ แต่ความจริงแล้วใช้ไม่ยากค่ะ วิธีการใช้

1.เปิดหนังสือท่องเที่ยวหรือหาข้อมูลในเนตดูซิว่า สถานที่ที่เราจะไปอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินอะไรบ้าง หาตำแหน่งของสถานีที่ว่านั่นในแผนที่รถไฟใต้ดินแล้วมาร์คไว้
2.ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน หาตำแหน่งของรถไฟใต้ดินใกล้ๆจากนั้นก็มาร์คไว้เช่นกัน
3.ดูสีของสายรถไฟ ว่าจากจุดเริ่มต้นกับจุดปลายนั้น สีเดียวกันไหม?  ถ้าสีเดียวกันก็ไม่น่ากังวลอะไรเพราะแปลว่าเราจะขึ้นรถไฟแค่สายเดียวไม่ต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่สถานีระหว่างทาง
4.แต่ถ้าคนละสี เราก็จะต้องมานั่งไล่ดูค่ะ ว่ารถไฟทั้งสองเส้นนั้นมีจุดที่เชื่อมต่อกันหรือเปล่า (ไอ้วงกลม วงรี สีขาวกรอบสีน้ำเงินนั่นแหละ) ถ้าเจอแล้วก็ให้วงเอาไว้ (บางทีกว่าจะเจอกันต้องเปลี่ยนหลายสายเลย) นั่นแปลว่าที่สถานีนั้นแหละที่เราต้องลงเพื่อเปลี่ยนสายรถไฟ เวลานั่งจากสายแรกก็คอยเงี่ยหูฟังด้วยล่ะ บางคนมองแผนที่แล้วสงสัย อย่างบางจุดขาวกรอบน้ำเงินนั่นมันก็ยืดยาวครอบคลุมรถไฟหลายสายเลย นั่นก็แปลว่าที่สถานีนั้นมีรถไฟหลายสายจอดค่ะ อาจจะอยู่ในอาคารเดียวกัน หรือไม่ก็มีทางเดินเชื่อมต่อกัน บางสถานีที่ใหญ่ๆก็จะมีหลายชั้นแล้วรวมทุกสายเอาไว้ในอาคารเดียว

รถไฟใต้ดินส่วนใหญ่จะราคาไม่แพงนะ (แต่ถ้าเทียบกับของไทยก็นับว่ายังแพงแหละ55) แต่เค้าก็จะมีตั๋วแบบวันเดียวขึ้นกี่เที่ยวก็ได้อยู่ด้วย มีทั้งของค่ายใครค่ายมัน หรือเหมารวมทุกค่าย ก็หาซื้อได้ที่ตู้กดตั๋วนั่นแหละค่ะ ส่วนตู้กด กดยังไงนั้นข้าพเจ้าจำไม่ค่อยได้ รู้สึกจะให้เลือกราคา (ก่อนจะเข้าไปกดก็เงยหน้าดูป้ายราคาบนแผนที่ก่อน ส่วนใหญ่ก็อยู่บนหัวเรานั่นแหละ) จากนั้นก็เลือกว่าจะซื้อกี่ใบ แล้วใส่เงินเข้าไป ตั๋วแผ่นเล็กๆก็จะออกมา  ^ ^ เอาไว้เดือน 11 ที่จะไปนี่ไว้ถ่ายรูปมารีวิวอีกทีแล้วกัน55

ในแผนที่ที่ข้าพเจ้าแปะไปนี้ นอกจากสายรถไฟใต้ดิน ก็จะเห็นว่ามันมีเส้นลายๆสีเขียวอ่อนกับเขียวเข้ม (ที่เส้นใหญ่กว่าชาวบ้านเค้าน่ะ) อยู่ด้วย มันคือรถไฟของ JR ค่ะ พวกนี้จะวิ่งบนฟ้าหรือบนดิน สายที่เราสนใจคือสายสีเขียวอ่อนนั่นก็คือ JR Yamanote มันจะวิ่งเป็นวงกลมผ่านสถานที่สำคัญๆของโตเกียว (ถ้ามีบัตร JR Rail Pass ก็ใช้นั่งสายนี้ได้ฟรีค่ะ) และด้วยความที่มันวงเป็นวงกลม เวลาขึ้นก็ดูด้วยนะว่ามันจะไปทางไหน ไม่งั้นสถานีที่เห็นอยู่ใกล้ๆคุณอาจจะไปวนรอบโตเกียวเลยก็ได้กว่าจะถึงถ้าขึ้นทางผิด

JR Yamanote นี่ก็เหมือนกับรถไฟฟ้า BTS บ้านเรานี่แหละค่ะ ส่วนรถไฟอีกประเภทก็คือรถไฟที่วิ่งข้ามเมือง พวกนี้ก็วิ่งบนดินเช่นกัน และจะมีความรวดเร็วหลายระดับ อย่างที่เขียนว่า Local นี่ก็คือวิ่งแบบหวานเย็น จอดมันทุกสถานี ส่วนพวก Rapid หรือ Express ก็จะเร็วขึ้นไปอีก

และถ้าดูในแผนที่อันนี้จะเห็น จุดสีเหลืองกรอบน้ำเงิน อันนั้นจะเป็นสถานีที่จะสามารถขึ้น ชินคันเซ็นได้ (มันไม่ได้ขึ้นได้ทุกสถานีนะคะ)

Shinkansen คือรถไฟความเร็วสูงค่ะที่วิ่งเชื่อมต่อระหว่างเมืองใหญ่ๆของญี่ปุ่นจากเหนือจรดใต้ว่างั้น เท่าที่เคยรู้มาจะวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันเพิ่มไปถึงไหนต่อไหนแล้วนะ ^ ^” รางที่มันวิ่งได้ก็น่าจะต้องพิเศษกว่ารางทั่วไปแหละน่า เพราะงั้นมันก็จะจอดเฉพาะสถานีใหญ่ๆค่ะ บางที่ก็ทำขึ้นมาใหม่สำหรับมันโดยเฉพาะ อย่างที่โอซาก้า ที่จะใช้ชื่อว่า Shin-Osaka แผนที่อีกอันที่ใช้สำหรับชินคันเซ็นโดยเฉพาะก็คืออันนี้


เส้นทางวิ่งของชินคันเซ็นดูไม่ยากนะ เพราะว่ามันวิ่งเชื่อมต่อทั้งประเทศเป็นเส้นตรงๆเส้นเดียวนี่แหละ ซึ่งแต่ละเส้นแต่ละขบวนก็จะมีชื่อเรียกของมัน อย่างสายที่ข้าพเจ้าใช้ในการเดินทางที่ผ่านมาก็คือ Tokaido Shinkansen จะวิ่งจากโตเกียวไปโอซาก้า เวลาที่ใช้วิ่งก็ดูได้ตามนี้เลยค่ะ


จากโตเกียวไปโอซาก้า วิ่ง 3 ชั่วโมงเองง่ะ =[ ]= ไกลนะน่ะ...แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย แต่ถึงราคาจะสูงแต่ถ้ามี JR Rail Pass ก็ขึ้นได้ไม่ต้องเสียตังค์ค่ะ แต่ต้องระวังนิด....สำหรับ Tokaido Shinkansen มันจะมีรถในอาณัติมันทั้งหมดอีก 3 ประเภท นั่นก็คือ Nozomi , Hikari , Kodama แบ่งตามความเร็วค่ะ Nozomi จะเร็วที่สุดและเป็นชินคันเซ็นสายเดียวที่เราจะใช้ JR Rail Pass ไม่ได้ เพราะงั้นก่อนจะก้าวขาเข้าไปก็แหงนดูที่ประตูด้วยนะว่ามันมิใช่โนโซมิ ฮ่าๆ ความจริง Hikari เองก็เร็วไม่แพ้กันหรอกน่า เพียงแต่โนโซมิ มันจะจอดสถานีน้อยกว่า จอดแต่สถานีที่ต้องโคตรใหญ่เท่านั้น ส่วนฮิคาริจะจอดเยอะกว่าหน่อย ส่วนโคดามะนั้นจอดแม่งทุกสถานี (แต่มันเป็นชินคันเซ็นนะ ถึงจะจอดทุกสถานีก็ไวกว่าหวานเย็น localเยอะ) เรื่องเส้นทางวิ่งไม่ปวดหัว...แต่จะปวดกบาลตรงตารางเวลานี่แหละสำหรับ ชินคันเซ็น...

เอาตัวอย่างตารางเวลามาให้ดูค่ะ (สามารถหยิบเป็นเล่มๆฟรีได้ที่ที่ทำการ JR ที่สนามบินได้อย่างที่บอกไว้ตอนต้น) เหมือนในเวปของ JR ก็จะมีให้อยู่เหมือนกันนะ


มึนเลยอ่ะดิ ฮ่าๆๆ ไม่ยากค่ะ...มาดูรุ่นซูมอีกนิด


วิธีใช้....มาดูส่วนสำคัญของตารางเวลานี้กันก่อน....ที่หัวกระดาษ มันจะเขียนว่า Tokyo – Nagoya – Kyoto – Shin Osaka – Hiroshima ฯ ในส่วนนี้คือมันจะบอกเส้นทางค่ะว่า ตารางนี้แสดงเวลาของชินคันเซ็นที่วิ่งจากไหนไปไหน...สำหรับแผ่นนี้ก็คือจะวิ่งออกจากโตเกียว ไปทางใต้ (เมืองที่ผ่านตรงนี้จะเขียนไว้แต่เมืองใหญ่มาก อย่างนาโงย่า เกียวโต โอซาก้า ฮิโรชิม่า) และถ้าเปิดหน้าถัดไปจะเห็นว่าเป็น Hiroshima – Shin Osaka – Kyoto – Nagoya – Tokyo  แบบนี้แสดงว่าวิ่งจากทางใต้เข้าโตเกียวค่ะ อย่าดูสลับกันเด้อ และ...ในตารางเวลาเล่มนึง มันก็ไม่ได้มีแค่ Tokaido สายเดียวนะ มีหมดแหละทั้งชินคันเซ็นและรถไฟด่วน(พวก Expressทั้งหลาย)ที่วิ่งข้ามเมืองตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพราะงั้นระวังตาลาย55

ถัดลงมาจะเห็นเป็นรหัสลับอะไรบางอย่างใช่ป่ะ  K851 , K853 , H541 , N95 อะไรก็ว่าไป....มันคือชื่อขบวนของรถไฟค่ะ ตัวย่อข้างหน้า K = Kodama , H = Hikari , N = Nozomi ส่วนตัวเลขที่ตามหลังมาคือหมายเลขขบวนค่ะ ซึ่งแต่ละขบวนก็จะออกในเวลาไม่เหมือนกัน สถานีที่จอดก็ไม่เหมือนกัน  สำหรับคนที่ใช้ JR Rail Pass ไอ้ขบวนที่ขึ้นต้นด้วย N ตัดทิ้งไปได้เลยค่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเร็วมหาเทพเลยก็เถอะ

ต่อมาด้านซ้ายสุดของกระดาษ จะเป็นชื่อสถานีค่ะ Tokyo , Shinakawa , Sihn Yokohama อะไรก็ว่าไป เราก็สนใจแค่สถานีที่เราจะไปลงเท่านั้นก็พอ (สถานีไหนก็เมืองใครเมืองมันนะคะ จะไปเกียวโตก็ไม่ต้องไปมองฮิโรชิม่าค่ะ!)

ส่วนในตาราง ยึ่บยั่บนั่น มันคือเวลาที่รถไฟออกจากสถานีนั้นๆค่ะ  อย่าง  600 คือ 6โมงเช้า หรือ 6.00น. ค่ะ    1859 ก็ 6โมงเย็น59นาทีหรือ 18.59น. (8059ไม่มีนะเฮ้ย!)

เอาละ ยกตัวอย่าง...สมมตินะคะว่าข้าพเจ้าจะเดินทางจาก Kyoto ไป Hiroshima ก็ให้ขีดเส้นใต้ทั้งสองเมืองนี้เอาไว้ ทีนี้ก็กำหนดคร่าวๆในใจว่าชั้นจะขึ้นแต่ Hikari เท่านั้น ก็มองที่หัวกระดาษหาสายที่ขึ้นต้นด้วย H  กำหนดเวลาในใจว่าตรูจะไปเที่ยวเช้าสุด...ก็มองไล่ที่บรรทัดของเกียวโต ก็จะเห็นแล้วว่า...มันมีขบวน H491 ที่เริ่มจะเข้าข่าย จากนั้นก็ไล่สายตาเป็นแนวดิ่งตรงลงไปที่บรรทัด ฮิโรชิม่าว่าสาย H491 นั้นมันจอดที่ฮิโรชิม่าไหม ถ้าจอดก็...ขึ้นโล้ด!! สรุปก็คือ เราจะออกจากเกียวโตด้วยขบวน H491 เวลา 7 โมง 20นาที (720) และไปถึงฮิโรชิม่าตอน 9โมง 5นาที (905)

ส่วนวิธีซื้อตั๋วอย่ามาถามเพราะไม่รู้ (โดนตบ!) ก็เค้าใช้ JR Rail Pass นี่นา วิ่งผ่านปรูดเข้าไปเลย ^ ^ ในสถานีเองเค้าก็จะมีป้ายบอกค่ะ ว่า Tokaido Shinkansen ต้องไปขึ้นทางไหน มันจะรวมกันอยู่นะ ทุกสายขึ้นที่เดียวกัน ผ่านช่องเดียวกันนี่แหละ แล้วไม่กลัวคนมั่วขึ้นสายแพงบ้างหรือไง? เค้ามีคนตรวจตั๋วในรถไฟค่ะ ไม่ต้องห่วง ^ ^ ถ้าเค้ามาตรวจก็ยื่น JR Rail Pass ให้เค้าดู เค้ารู้จักน่า 555

เวลาเข้าไปที่ชานชลา ก็จะมีป้ายบอกแบบนี้ ว่าสายไหนกำลังจะมา หมายเลขสายคืออะไร กี่โมง และให้ไปรอฝั่งไหน


ในรูปนี่ สายที่กำลังจะเข้ามาจะอยู่บนสุด ก็คือ Hikari สายที่ 361 เวลาออก 7.03น. ปลายทางโอคายาม่า Non-Reserved car no.1-5 ส่วนบรรทัดสีขาวข้างล่างลงมามันจะบอกว่าจอดที่ไหนบ้าง (ไม่ต้องตกใจค่ะ มันมีภาษาอังกฤษบอก ^ ^) อ้อ ตู้รถไฟมันจะมีแบบ Green แล้วก็แบบที่จองที่นั่ง กับไม่จองที่นั่ง มีตู้ดูดบุหรี่ด้วยมั้ง เพราะงั้นเวลาจะขึ้นสำหรับพวกวางแผนชิลๆอย่างเราที่ขี้เกียจไปจองที่นั่งก่อนก็มองหาตู้ที่มันเขียนไว้ว่า Non-Reserved car เอาไว้นะคะ อย่างในรูปนี่ก็ตู้ที่ 1-5 ขึ้นตู้พวกนั้นค่ะ

เวลารถไฟมาจอดก็ดูก่อนขึ้นซักนิดดดว่ามันเขียนว่า Hikari นะ และจะไป โอคายาม่า แบบนี้...


เพราะถ้าขึ้นผิดนี่...ข้ามไปอีกเมืองเลยนะ กว่าจะได้ย้อนกลับมา ฮ่าๆ (แต่แม่งไวกว่าขับรถจากลาดกระบังไปสยามแน่ๆอ่ะ = =) ส่วนนี่เป็นชานชลา อืม...น่าจะที่เกียวโตนะ ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้เขียนบอกตัวเองๆไว้ แหะแหะ มันอยู่บนฟ้าค่ะ หน้าตาก็เหมือน BTS บ้านเราเลยเนอะ



ถึงจะวิ่งด้วยความเร็วสูงขนาดนั้น แต่ว่ามันนิ่มมากกกกกกกกก (เบาะนิ่มกว่าสายการบินบางสายด้วยเหอะ) กินข้าวได้สบายเลยค่ะ ลองมาแล้ว ฮ่าๆ (แต่ข้าวกล่องที่สถานีรถไฟอร่อยจริง)

ย่าห์....จบรีวิวของวันแรกแต่เพียงเท่านี้ค่ะ...พรุ่งนี้ไปไหว้พระไดบุตสึที่คามาคุระกัน!!







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น